21/01/2026
🌸ทุกคนน่าจะทราบดีอยู่แล้วค่ะว่า PM2.5 เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งปอด
วันนี้จะมาเล่ารายละเอียดชัดๆ ค่ะว่า ก้อนขยะมรณะนี้มันไปทำอะไร
สิ่งที่ทำให้ PM2.5 เป็นหนึ่งในตัวร้ายเพราะ 2 เรื่องค่ะ
‘ของที่อยู่ข้างใน’ กับ ‘ขนาด’
1️⃣ ของที่อยู่ข้างใน: มันแหล่งรวมสารพิษขนาดเล็กเลยค่ะ มีตั้งแต่ สารก่อมะเร็งโดยตรงอย่าง Polycyclic aromatic hydrocarbon (PAH) หรือสารก่อมะเร็งทางอ้อมโดยเพิ่มอนุมูลอิสระเรื้อรัง เช่น โลหะหนัก, สารระเหยชนิด VOCs, แก๊สอันตราย
2️⃣ ขนาดของมัน: ด้วยความที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมโครเมตร ทำให้มันสามารถมีโอกาสที่จะเคลื่อนผ่านหลอดลมขนาดเล็กมาก แล้วบุกถึงถุงลมเลยค่ะ นั่นแปลว่า จุดที่มันสามารถก่อพิษได้ คือทั้งปอด ต่างกับฝุ่นที่ขนาดใหญ่กว่านี้ มักจะถึงแค่ระดับหลอดลม
🌺 เซลล์ที่ได้ปะทะกับกองขยะพิษนี้ จะกระตุ้นให้เกิดความเครียดจากอนุมูลอิสระ โดยเซลล์ที่น่าสงสารที่สุดคือ เซลล์ด่านหน้าอย่าง dust cell ตัวเม็ดเลือดขาวกินฝุ่นประจำปอด น้องจะเครียดแล้วเริ่มการปลิดชีพตัวเองแบบ Pyroptosis ซึ่งน้องจะตๅยพร้อมกับปล่อยสัญญาณอันตราย ให้เม็ดเลือดขาวภายนอกรับรู้แล้วมาช่วยบริเวณนี้
แต่ผลลัพธ์นี้ทำให้ทุกอย่างแย่ลง เพราะสารก่ออักเสบ กับ อนุมูลอิสระจากฝุ่นที่ยังอยู่ ได้รุมทำร้ายเซลล์ในปอดอย่างเรื้อรัง เซลล์จะถูกสุ่มทำลาย DNA ซึ่งไม่รู้ว่าจะซวยโดนตำแหน่งที่ควบคุมการแบ่งเซลล์เมื่อไหร่
🌻 โดยเซลล์ที่เป็นประเด็นมากที่สุดคือ เซลล์ต้นกำเนิดถุงลม (Progenitor alveolar cell tyep 2: ATII) เพราะเซลล์นี้ยังมีศักยภาพในการเพิ่มจำนวนได้ดีอยู่
แต่มันจะแบ่งเซลล์ก็ต่อเมื่อมี ‘คำสั่ง’ (Epidermal growth factor: EGF) เช่น ตอนที่ถุงลมเสียหาย ก็จะมีเซลล์ที่ช่วยฟื้นฟูมา หลั่งคำสั่งนี้ สั่งให้เจ้า ATII มันเริ่มแบ่งเซลล์
วิธีสั่งคือ คำสั่ง EGF จะจับกับสวิตซ์ชื่อ EGFR แล้วเปิดวงจรเคมีสารพัด หนึ่งในนั้นคือสารชื่อ KRAS ให้ส่งสัญญาณต่อไปเพื่อเริ่มการแบ่งเซลล์
🌷จุดเริ่มต้นแห่งมะเร็งคือ
DNA ตำแหน่งที่สร้างเจ้าตัวรับคำสั่ง (EGFR)
หรือวงจรเคมี KRAS มันเสียหาย จนทำงานได้เองค่ะ
มันเลยทำให้เซลล์ถุงลมนี้ มันรันโปรแกรมการแบ่งเซลล์ได้ตลอดเวลา โดยที่ไม่มีคำสั่งจริงๆ เลย เช่น EGFR ที่ผิดปกติ มันก็สั่งวงจรเคมีเองเลย โดยไม่มี EGF ตัวจริงมาสั่ง
ไม่ต่างอะไรกับ ‘มนุษย์’ ที่ได้ยินเสียงในหัวที่ไม่มีจริง สั่งให้ทำนั่นทำนี่
🌹ผลคือทำให้เนื้อเยื่อจุดนั้นเริ่มแบ่งตัวแบบควบคุมไม่ได้
แต่ก็ใช่ว่า มาแค่นี้ก็เกิดมะเร็งเลย ร่างกายเราเก่งกว่านั้น
และคาดการณ์ล่วงหน้าไว้แล้วค่ะ
1️⃣ เซลล์เองมีระบบป้องกันเซลล์ที่ DNA เสียหายอยู่ค่ะ ระบบที่ว่ามีหลายกลไก แต่ที่สำคัญที่สุดคือ p53 มันจะออกมาบล็อกการแบ่งเซลล์ก่อนเลย และถ้า DNA มันเสียหายเยอะเกินไป มันจะสั่งให้เซลล์เปิดระบบทำลายตัวเองเลย (Apoptosis)
2️⃣ มีเม็ดเลือดขาวสุดโหดอย่าง NK cell ที่เช็คความผิดปกติของเซลล์ได้ไวมาก เจอปุ๊บ สั่งฆ่ๅเลย และยังมีเจ้า CD8+ T cell ที่ถ้าเจอหน้ามะเร็งแล้ว มันจะจดจำ แล้วกลับมาอีกทีเป็นกองทัพเลย
แต่นั่นแหละค่ะ ระบบที่ดี ไม่อาจต้านทานความรุนแรงและระยะเวลา ถ้ายังรับ PM2.5 โดยไม่มีการป้องกันอะไรเลย และเป็นเวลานาน ก็มีโอกาสสูงมาก ที่เซลล์มะเร็งจะเล็ดรอดมากขึ้น แล้วสร้างอาณาจักรที่เสถียรขึ้นมาได้ เริ่มมีระบบป้องกัน เริ่มมีระบบหลอดเลือดที่เข้าถึงยาก เริ่มดึงเซลล์ปกติของเราไปช่วย
ในที่สุดก็เกิดมะเร็งในที่สุดค่ะ
ซึ่งจากการศึกษาพบว่า มะเร็งปอดชนิดที่มี EGFR/KRAS ผิดปกตินี้ สัมพันธ์กับพื้นที่ที่มีปัญหามลภาวะสูงมากๆ โดยเฉพาะคนที่สัมผัสมากกว่า 3 ปีเป็นต้นไป ยิ่งไม่มีเครื่องป้องกัน ยิ่งเสี่ยงมากขึ้น
🌼 สรุป
PM2.5 ทำให้ถุงลมเกิดการอักเสบเรื้อรังและเพิ่มสารอนุมูลอิสระ จนเกิดการทำลาย DNA แบบสุ่ม หากความเสียหายไปโดนยีนควบคุมการแบ่งเซลล์ เช่น EGFR หรือ KRAS เซลล์จะเริ่มแบ่งตัวโดยไม่ต้องรอคำสั่ง เมื่อการอักเสบดำเนินต่อเนื่อง ระบบป้องกันของร่างกายจะค่อย ๆ รับมือไม่ไหว สุดท้ายจึงเปิดทางให้เซลล์ที่เสียการควบคุมเติบโตเป็นมะเร็งปอดได้ค่ะ
แต่ทุกสิ่งมันมีเวลา และมีความเสี่ยง แต่ละคนมีความเสี่ยงไม่เท่ากัน มีปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ อีก โดยเฉพาะพันธุกรรม, การอักเสบเรื้อรังจากพฤติกรรมการกิน, การไม่ออกกำลังกาย, การรับสารพิษอื่น โดยเฉพาะบุหรี่
ดังนั้นมันสามารถลดความเสี่ยงได้ค่ะ
✅ ในวันที่ PM2.5 ลงหนักมาก อยู่ในอาคารดีที่สุด
✅ ถ้าจำเป็นต้องออกภายนอก การใส่ N95 ก็จำเป็นมากค่ะ
✅ ตอนอยู่ในบ้าน มีเครื่องฟอกอากาศ HEPA filter ก็จะดีมากขึ้น
✅ ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ อาจจะช่วยทำให้ละอองฝุ่นที่ยังคาอยู่ในจมูกนั้นถูกระบายออกไปมากขึ้นได้ค่ะ
✅ ลดแหล่งอักเสบภายในร่างกาย เช่น คุมน้ำหนัก ลดไขมันส่วนเกิน เพราะไขมันเป็นแหล่งสร้างสารก่ออักเสบเรื้อรัง
✅ ควบคุมระดับน้ำตาล ไม่ปล่อยให้น้ำตาลสูงลอย เพราะภาวะนี้เพิ่มอนุมูลอิสระและกดภูมิคุ้มกัน
✅ เลี่ยงบุหรี่และควันบุหรี่ทุกชนิด เพราะเป็นตัวเสริมฤทธิ์ PM2.5 ต่อ DNA โดยตรง
✅ นอนหลับ 7-9 ชม. และมีคุณภาพ เพื่อฟื้นการทำงานของ NK cell และ CD8+ T cell
✅ รับประทานผักผลไม้หลากสี เพื่อเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติ
✅ ออกกำลังกายสม่ำเสมอระดับปานกลาง (ออกจนรู้สึกเหนื่อย) เพื่อกดการอักเสบเรื้อรังและเสริมภูมิคุ้มกัน แต่หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายกลางแจ้งในวันที่ค่าฝุ่นสูงมาก เพราะจะเพิ่มปริมาณฝุ่นที่เข้าสู่ปอด ให้ใช้วิธีหาวิธีออกกำลังกายในบ้านแทน ไม่อยากให้หยุดออกยาวๆ ค่ะ ไม่ใช่ว่าหยุดออกแล้วจะไร้การป้องกันทันที แต่หลายคนหยุดออกแล้วหายไปยาวเลยค่ะ สมองเปลี่ยนพฤติกรรม
⚠️ จริงๆ PM2.5 ก็ CA lung สามารถก่อให้เกิด mutation แบบอื่นได้อีกเยอะนะคะ เพียงแต่ใน non-smoking CA lung ที่มีประวัติใน area ที่ expose ในระดับสูง มักจะสัมพันธ์กับ mutation นี้ค่ะ