22/04/2026
มั่นใจใช้เหล็ก จากเตา eaf 👍🏼
📌 จะเกิดอะไรขึ้นถ้าประเทศไทย “ยกเลิกเตา IF (Induction Furnace)” แล้วเปลี่ยนไปใช้ “เตา EAF (Electric Arc Furnace)” ทั้งระบบ ซึ่งจะส่งผลกระทบจะค่อนข้างใหญ่ และมีทั้งด้านบวก–ลบ แต่ในเชิงระยะยาวแล้วจะส่งผลเชิงบวกมากกว่าลบ และ จะเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทยครั้งใหญ่แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน
📌 ก่อนอื่นต้องเริ่มจาก ทำไมเตา IF จำนวนมากจากจีนถึงย้ายมาที่ไทย นั้นเพราะจีนซึ่งเคยมีการการผลิตเหล็กเส้นด้วยกระบวนการ IF มากที่สุดในโลกคือปีละกว่า 120 ล้านดัน ได้ประสบปัญหาอย่างยาวนานกับเหล็กเส้นคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานจากเตา IF เสี่ยงด้านความปลอดภัยแถมโรง IF ส่วนใหญ่ในจีน ไม่มีใบอนุญาต เลี่ยงภาษี และ ไม่อยู่ในระบบกำกับ ที่สำคัญที่สุดคือ เรื่องของสิ่งแวดล้อม เพราะเตา IF สร้างมลพิษฝุ่นและก๊าซพิษสูงไม่มีระบบกรองฝุ่นมาตรฐานซึ่งจีนต้องการลด PM2.5 และ CO₂ อย่างจริงจัง
📌 จนในที่สุดรัฐบาลจีนได้สั่งยกเลิกการผลิต เหล็กเส้นก่อสร้างด้วยเตา IF ทั้งหมดของประเทศจีนในเดือนมิถุนายน 2560 หลังจากนั้นได้มีกลุ่มทุนจีนได้ย้ายเตาหลอมเหล่านี้เข้ามาใช้ในไทยเพื่อผลิตเหล็กเส้น ซึ่งกำลังเป็นประเด็นที่กระทรวงอุตสาหกรรมพิจารณาแบนและยกเลิก มอก. เพื่อควบคุมคุณภาพและลดปัญหาสิ่งแวดล้อม
📌 แม้ว่าในประเทศไทยมีการแก้ไข มอก. ให้เพิ่มกรรมวิธี IF ดังกล่าวข้างต้นในปี 2559 (หรือประมาณ 1 ปีก่อนที่ประเทศจีนจะยกเลิกการผลิตเหล็กเส้นด้วยกระบวนการ IF ในปี 2560) ทำให้ผู้เกี่ยวข้องจำเป็นต้องทราบและศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศจีนที่นำไปสู่พัฒนากาการการยกระดับมาตรฐานคุณภาพเหล็กเส้นของประเทศจีนเพื่อนำข้อดีมาเป็น แบบอย่างในการปรับปรุง มอก. เหล็กเส้นของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568
จึงต้องพิจารณาว่ามีสิ่งใดที่มาตรฐานเหล็กเส้นไทยต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับที่ประเทศจีนได้ยกเลิกการผลิตด้วยเตา IF กำหนดกระบวนการผลิดให้มีเฉพาะ BOFและ EAF
📌 ปัจจุบันการร่าง มอก.เหล็กเส้นก่อสร้าง อยู่ระหว่างการพบทวน จึงควรใช้โอกาสนี้ปรับปรุงให้สมบูรณ์ เพื่อแก้ไข ปัญหาต่างๆที่พบอยู่ในปัจจุบัน และป้องกันปัญหาในอนาคต ที่นี้เรามาดูข้อดีและข้อเสียหากยกเลิกเตา IF (Induction Furnace)” แล้วเปลี่ยนไปใช้ “เตา EAF (Electric Arc Furnace)” ทั้งระบบ
📌 ผลกระทบเชิงบวก
👉 1. คุณภาพเหล็กจะดีขึ้น เนื่องจากเตา EAF ควบคุมส่วนผสมเคมีได้ดีกว่า การกำจัดสิ่งเจือปน (impurities) ได้มีประสิทธิภาพกว่า ทำให้คุพภาพเหล็กสม่ำเสมอมากขึ้นเนื่องจากกระบวนการ Oxidation สามารถแยกสิ่งเจือปนออกจากน้ำเหล็กได้ดี ทำให้เหล็กสะอาด มีความแข็งแรง ทนทาน และมีคุณภาพคงที่ในทุกล็อต เหมาะกับมาตรฐานสูง เช่น เหล็กโครงสร้าง/เหล็กวิศวกรรม เพราะหัวใจสำคัญของการผลิตเหล็กเส้นคือ การควบคุมส่วนผสมทางเคมีและการกำจัดสารมลทิน (Inclusions)
ซึ่งโรงงานในกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่มัก “ไม่มีระบบปรุงน้ำเหล็ก หรือ Ladle Furnace (LF)” ทำให้ไม่สามารถปรับปรุงธาตุเคมีให้เสถียรได้ตามที่มาตรฐานกำหนด
👉 2. เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-friendly): ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และมลพิษทางอากาศได้มากกว่าการผลิตเหล็กด้วยเตา IF โดยเฉพาะปัญหาเรื่องฝุ่น เนื่องจากใช้พลังงานไฟฟ้าแทนการเผาไหม้เชื้อเพลิง ทำให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่า นอกจากนี้ยังสามารถนำเศษเหล็กกลับมาใช้ใหม่ได้ 100% ซึ่งช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและลดปริมาณของเสียอีกด้วย
👉 3. ปลอดภัยและไว้วางใจในการใช้งานมากขึ้นสำหรับทุกโครงสร้างขนาดกลาง-ใหญ่: เหล็กที่ผลิตจากเตา EAF มีความเหนียวและแข็งแรงสูง จึงเหมาะสำหรับงานก่อสร้างที่ต้องการมาตรฐานและความปลอดภัยสูง เช่น โครงสร้างขนาดใหญ่ สะพาน หรืออาคารสูง
👉 4. ปรับสูตรเหล็กได้ตามความต้องการใช้งาน การหลอมเหล็กเส้นด้วยเตา EAF สามารถปรับสูตรเหล็กได้ตามความต้องการ ทำให้สามารถผลิตเหล็กที่มีคุณสมบัติเฉพาะได้ เช่น เหล็กที่มีความแข็งแรงสูง เหล็กที่ทนต่อการกัดกร่อน หรือเหล็กที่มีความเหนียวพิเศษ เพื่อตอบสนองความต้องการของโครงการต่าง ๆ ได้อย่างลงตัว
👉 5. Competitiveness ระยะยาว “ดีขึ้น” เนื่องจากเหล็กคุณภาพสูงขึ้น ส่งผลให้ส่งเหล็กออกได้ง่ายขึ้น สอดคล้องมาตรการสิ่งแวดล้อมโลก (เช่น CBAM ของ EU) ซึ่งจะทำให้ไทยจะขยับจาก “low-grade producer” ไปเป็น “mid/high-grade producer” ทำให้เป็นการยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทยครั้งใหญ่แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน
📌 ผลกระทบเชิงลบ (ในระยะสั้น)
👉 1. Supply เหล็กระยะสั้น “อาจหาย” เนื่องจากไทยมีโรงงาน IF 11 แห่ง มูลค่าตลาดกว่า 7 หมื่นล้าน ทำเหล็กขาดตลาด ส่งผลให้ราคาเหล็กอาจปรับขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องจากของขาดตลาดในระยะสั้นกระทบผู้รับเหมา อสังหา และ โครงการรัฐ เนื่องจากงบก่อสร้างผูกกับราคาเหล็ก ส่งผลให้โครงการล่าช้าต้องปรับงบ หรือ ประมูลใหม่
👉 2. ต้นทุนการผลิตอาจ “สูงขึ้น” เนื่องจาก EAF ใช้ไฟฟ้าปริมาณมาก (power intensive มากกว่า IF ในหลายกรณี) ต้องลงทุนระบบเพิ่มเติม เช่น Ladle Furnace หรือ refining
📌 ในเรื่องของกำลังการผลิตเหล็กในประเทศไทย ปัจจุบันล้นเกินความต้องการ โดยไทยใช้เหล็กต่อปีประมาณ 16-17 ล้านตัน แต่มีกำลังผลิตรวมกันถึง 40 ล้านตัน ดังนั้นเรื่องกำลังการผลิตจึงไม่ใช่ปัญหา ยกเว้นเหล็กบางประเภท ซึ่งเป็นแบบที่มีคุณภาพสูงมาก เช่น เหล็กที่นำมาใช้ในการประกอบเครื่องบิน หรืออุตสาหกรรมอากาศยานสมัยใหม่ ซึ่งไทยยังผลิตไม่ได้ ก็ยินดีที่จะให้มีการนำเข้า แต่หากเป็นเหล็กก่อสร้างซึ่งมีเป็นปริมาณการสูงสุด หรือเหล็กสำหรับรถยนต์ที่โรงงานในไทยผลิตได้เพียงพอ ก็ควรจำกัดการนำเข้า หรือส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มอีก