Millcon Steel PCL. - MILL

Millcon Steel  PCL. - MILL Think Beyond Steel

Determine to develop the steel products to serve every need of customers with our knowledge, concern and understanding in the steel production (A Passion for Steel) to be a leader in the steel business globally.

มั่นใจใช้เหล็ก จากเตา eaf 👍🏼
22/04/2026

มั่นใจใช้เหล็ก จากเตา eaf 👍🏼

📌 จะเกิดอะไรขึ้นถ้าประเทศไทย “ยกเลิกเตา IF (Induction Furnace)” แล้วเปลี่ยนไปใช้ “เตา EAF (Electric Arc Furnace)” ทั้งระบบ ซึ่งจะส่งผลกระทบจะค่อนข้างใหญ่ และมีทั้งด้านบวก–ลบ แต่ในเชิงระยะยาวแล้วจะส่งผลเชิงบวกมากกว่าลบ และ จะเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทยครั้งใหญ่แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

📌 ก่อนอื่นต้องเริ่มจาก ทำไมเตา IF จำนวนมากจากจีนถึงย้ายมาที่ไทย นั้นเพราะจีนซึ่งเคยมีการการผลิตเหล็กเส้นด้วยกระบวนการ IF มากที่สุดในโลกคือปีละกว่า 120 ล้านดัน ได้ประสบปัญหาอย่างยาวนานกับเหล็กเส้นคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานจากเตา IF เสี่ยงด้านความปลอดภัยแถมโรง IF ส่วนใหญ่ในจีน ไม่มีใบอนุญาต เลี่ยงภาษี และ ไม่อยู่ในระบบกำกับ ที่สำคัญที่สุดคือ เรื่องของสิ่งแวดล้อม เพราะเตา IF สร้างมลพิษฝุ่นและก๊าซพิษสูงไม่มีระบบกรองฝุ่นมาตรฐานซึ่งจีนต้องการลด PM2.5 และ CO₂ อย่างจริงจัง

📌 จนในที่สุดรัฐบาลจีนได้สั่งยกเลิกการผลิต เหล็กเส้นก่อสร้างด้วยเตา IF ทั้งหมดของประเทศจีนในเดือนมิถุนายน 2560 หลังจากนั้นได้มีกลุ่มทุนจีนได้ย้ายเตาหลอมเหล่านี้เข้ามาใช้ในไทยเพื่อผลิตเหล็กเส้น ซึ่งกำลังเป็นประเด็นที่กระทรวงอุตสาหกรรมพิจารณาแบนและยกเลิก มอก. เพื่อควบคุมคุณภาพและลดปัญหาสิ่งแวดล้อม

📌 แม้ว่าในประเทศไทยมีการแก้ไข มอก. ให้เพิ่มกรรมวิธี IF ดังกล่าวข้างต้นในปี 2559 (หรือประมาณ 1 ปีก่อนที่ประเทศจีนจะยกเลิกการผลิตเหล็กเส้นด้วยกระบวนการ IF ในปี 2560) ทำให้ผู้เกี่ยวข้องจำเป็นต้องทราบและศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศจีนที่นำไปสู่พัฒนากาการการยกระดับมาตรฐานคุณภาพเหล็กเส้นของประเทศจีนเพื่อนำข้อดีมาเป็น แบบอย่างในการปรับปรุง มอก. เหล็กเส้นของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568
จึงต้องพิจารณาว่ามีสิ่งใดที่มาตรฐานเหล็กเส้นไทยต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับที่ประเทศจีนได้ยกเลิกการผลิตด้วยเตา IF กำหนดกระบวนการผลิดให้มีเฉพาะ BOFและ EAF

📌 ปัจจุบันการร่าง มอก.เหล็กเส้นก่อสร้าง อยู่ระหว่างการพบทวน จึงควรใช้โอกาสนี้ปรับปรุงให้สมบูรณ์ เพื่อแก้ไข ปัญหาต่างๆที่พบอยู่ในปัจจุบัน และป้องกันปัญหาในอนาคต ที่นี้เรามาดูข้อดีและข้อเสียหากยกเลิกเตา IF (Induction Furnace)” แล้วเปลี่ยนไปใช้ “เตา EAF (Electric Arc Furnace)” ทั้งระบบ

📌 ผลกระทบเชิงบวก

👉 1. คุณภาพเหล็กจะดีขึ้น เนื่องจากเตา EAF ควบคุมส่วนผสมเคมีได้ดีกว่า การกำจัดสิ่งเจือปน (impurities) ได้มีประสิทธิภาพกว่า ทำให้คุพภาพเหล็กสม่ำเสมอมากขึ้นเนื่องจากกระบวนการ Oxidation สามารถแยกสิ่งเจือปนออกจากน้ำเหล็กได้ดี ทำให้เหล็กสะอาด มีความแข็งแรง ทนทาน และมีคุณภาพคงที่ในทุกล็อต เหมาะกับมาตรฐานสูง เช่น เหล็กโครงสร้าง/เหล็กวิศวกรรม เพราะหัวใจสำคัญของการผลิตเหล็กเส้นคือ การควบคุมส่วนผสมทางเคมีและการกำจัดสารมลทิน (Inclusions)

ซึ่งโรงงานในกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่มัก “ไม่มีระบบปรุงน้ำเหล็ก หรือ Ladle Furnace (LF)” ทำให้ไม่สามารถปรับปรุงธาตุเคมีให้เสถียรได้ตามที่มาตรฐานกำหนด

👉 2. เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-friendly): ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และมลพิษทางอากาศได้มากกว่าการผลิตเหล็กด้วยเตา IF โดยเฉพาะปัญหาเรื่องฝุ่น เนื่องจากใช้พลังงานไฟฟ้าแทนการเผาไหม้เชื้อเพลิง ทำให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่า นอกจากนี้ยังสามารถนำเศษเหล็กกลับมาใช้ใหม่ได้ 100% ซึ่งช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและลดปริมาณของเสียอีกด้วย

👉 3. ปลอดภัยและไว้วางใจในการใช้งานมากขึ้นสำหรับทุกโครงสร้างขนาดกลาง-ใหญ่: เหล็กที่ผลิตจากเตา EAF มีความเหนียวและแข็งแรงสูง จึงเหมาะสำหรับงานก่อสร้างที่ต้องการมาตรฐานและความปลอดภัยสูง เช่น โครงสร้างขนาดใหญ่ สะพาน หรืออาคารสูง

👉 4. ปรับสูตรเหล็กได้ตามความต้องการใช้งาน การหลอมเหล็กเส้นด้วยเตา EAF สามารถปรับสูตรเหล็กได้ตามความต้องการ ทำให้สามารถผลิตเหล็กที่มีคุณสมบัติเฉพาะได้ เช่น เหล็กที่มีความแข็งแรงสูง เหล็กที่ทนต่อการกัดกร่อน หรือเหล็กที่มีความเหนียวพิเศษ เพื่อตอบสนองความต้องการของโครงการต่าง ๆ ได้อย่างลงตัว

👉 5. Competitiveness ระยะยาว “ดีขึ้น” เนื่องจากเหล็กคุณภาพสูงขึ้น ส่งผลให้ส่งเหล็กออกได้ง่ายขึ้น สอดคล้องมาตรการสิ่งแวดล้อมโลก (เช่น CBAM ของ EU) ซึ่งจะทำให้ไทยจะขยับจาก “low-grade producer” ไปเป็น “mid/high-grade producer” ทำให้เป็นการยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทยครั้งใหญ่แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

📌 ผลกระทบเชิงลบ (ในระยะสั้น)

👉 1. Supply เหล็กระยะสั้น “อาจหาย” เนื่องจากไทยมีโรงงาน IF 11 แห่ง มูลค่าตลาดกว่า 7 หมื่นล้าน ทำเหล็กขาดตลาด ส่งผลให้ราคาเหล็กอาจปรับขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องจากของขาดตลาดในระยะสั้นกระทบผู้รับเหมา อสังหา และ โครงการรัฐ เนื่องจากงบก่อสร้างผูกกับราคาเหล็ก ส่งผลให้โครงการล่าช้าต้องปรับงบ หรือ ประมูลใหม่

👉 2. ต้นทุนการผลิตอาจ “สูงขึ้น” เนื่องจาก EAF ใช้ไฟฟ้าปริมาณมาก (power intensive มากกว่า IF ในหลายกรณี) ต้องลงทุนระบบเพิ่มเติม เช่น Ladle Furnace หรือ refining

📌 ในเรื่องของกำลังการผลิตเหล็กในประเทศไทย ปัจจุบันล้นเกินความต้องการ โดยไทยใช้เหล็กต่อปีประมาณ 16-17 ล้านตัน แต่มีกำลังผลิตรวมกันถึง 40 ล้านตัน ดังนั้นเรื่องกำลังการผลิตจึงไม่ใช่ปัญหา ยกเว้นเหล็กบางประเภท ซึ่งเป็นแบบที่มีคุณภาพสูงมาก เช่น เหล็กที่นำมาใช้ในการประกอบเครื่องบิน หรืออุตสาหกรรมอากาศยานสมัยใหม่ ซึ่งไทยยังผลิตไม่ได้ ก็ยินดีที่จะให้มีการนำเข้า แต่หากเป็นเหล็กก่อสร้างซึ่งมีเป็นปริมาณการสูงสุด หรือเหล็กสำหรับรถยนต์ที่โรงงานในไทยผลิตได้เพียงพอ ก็ควรจำกัดการนำเข้า หรือส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มอีก

16/04/2026

📌 สงครามในตะวันออกกลางกำลังกดดันต้นทุนอุตสาหกรรมเหล็กไทยอย่างมีนัยสำคัญ หลังราคาพลังงาน-ทั้งน้ำมัน ก๊าซ และค่าไฟฟ้า-พุ่งต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาเหล็กบางประเภทในช่วงเดือนเม.ย.นี้ราว 10-15%

📌 ขณะที่ภาคเอกชนยืนยัน “ซัพพลายยังไม่สะดุด” แม้มีความเสี่ยงด้านระยะเวลาขนส่งและต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์โลก

📌 ทั้งนี้ ผลกระทบสถานการณ์ดังกล่าวในมุมมองของ นายบัณฑูรย์ จุ้ยเจริญ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ชี้ชัดว่า “สงครามกดดันต้นทุนเหล็กไทย แต่ความเสี่ยงการขาดแคลนไม่สูง”

📌 ต้นทุนพลังงาน เป็นต้นทุนหลักของอุตสาหกรรมเหล็กรองจากวัตถุดิบ ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ค่าขนส่งต่างๆ ซึ่งปรับขึ้นแล้วและยังมีค่าไฟฟ้าที่มีแนวโน้มจะปรับสูงขึ้น ทำให้สินค้าเหล็กบางประเภทถูกแรงกดดันให้ต้องปรับราคาเพิ่มขึ้นประมาณ 10-15% ในเดือนเม.ย.นี้ ส่วนการปรับราคาในระยะต่อไปก็จะขึ้นอยู่กับระดับราคาวัตถุดิบ พลังงานและค่าขนส่ง

📌 ทั้งนี้ ในปี 2568 ประเทศไทยมีการบริโภคเหล็กประมาณ 18.5 ล้านตัน โดยเป็นการนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็กประมาณ 12 ล้านตัน ผลิตภายในประเทศประมาณ 8 ล้านตัน และส่งออกประมาณ 1.5 ล้านตัน

📌 สำหรับผลิตภัณฑ์เหล็กที่ผลิตในประเทศจำนวนประมาณ 8 ล้านตันนั้น เป็นเหล็กดิบ ที่ผลิตเองในประเทศประมาณ 6 ล้านตัน ซึ่งทั้งหมดผลิตจากการหลอมเศษเหล็ก โดยมีเศษเหล็กในประเทศประมาณ 4 ล้านตัน และนำเข้าเศษเหล็กราว 2 ล้านตัน โดยในจำนวนนี้เป็นการนำเข้าเหล็กขั้นกลาง เช่น slab และ billet รวมประมาณ 2.7 ล้านตันมารีดต่อในโรงรีดร้อนที่ไม่มีการหลอมเหล็กเอง

📌 เนื่องจากต้นทุนพลังงานเป็นต้นทุนหลักของทั้งกระบวนการผลิตเหล็กและการขนส่ง จึงส่งผ่านไปยังวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ทุกประเภทโดยตรง และจะยังมีแนวโน้มผันผวนต่อไปตราบใดที่สถานการณ์สงครามยังไม่คลี่คลาย

📌 อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าประเทศไทยนำเข้าเหล็กขั้นกลาง เช่น slab และ billet จากตะวันออกกลางอยู่บ้าง แต่ด้วยสัดส่วนไม่สูงมาก จึงจะสามารถปรับตัว โดยหันไปนำเข้าจากแหล่งอื่น เช่น อาเซียน จีน หรือ อินเดีย ซึ่งโดยรวมที่มี capacity และ supply ส่วนเกินในภาพรวมรองรับได้อยู่

📌 อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนแหล่งนำเข้าอาจต้องใช้เวลาในการปรับตัวหา supplier รายใหม่ ประกอบกับสถานการณ์การขนส่งทางเรือที่ยังตึงตัวและระยะเวลาขนส่งที่ยาวนานขึ้น อาจทำให้เกิดความล่าช้าในการส่งมอบสินค้าในบางช่วงเวลาได้ ดังนั้นในภาพรวม โอกาสที่จะเกิดภาวะขาดแคลนสินค้าเหล็กจึงยังอยู่ในระดับต่ำโดยอาจแตกต่างกันไปตามประเภทของสินค้าเหล็ก แต่ความเสี่ยงด้านราคาและระยะเวลาส่งมอบยังต้องติดตามดูต่อไป

📌 ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ และยังคงพึ่งพาการนำเข้าในสัดส่วนสูง โดยสามารถผลิตเหล็กดิบทั้งหมดจากเศษเหล็กได้ประมาณ 6 ล้านตัน หรือเพียงราวหนึ่งในสามของความต้องการทั้งหมดเท่านั้น ขณะเดียวกันอัตราการใช้กำลังการผลิตภายในประเทศยังอยู่ในระดับต่ำ ยังมีศักยภาพในการผลิตเพิ่มในประเทศเพื่อทดแทนการนำเข้าได้อีก

📌 ทั้งนี้ คอขวดที่สำคัญคือวัตถุดิบเศษเหล็ก เช่นในปี 2568 ประเทศไทยต้องนำเข้าเศษเหล็กประมาณ 2 ล้านตัน แต่ยังมีการส่งออกเศษเหล็กที่ใช้ประโยชน์ได้ประมาณ 2.2 แสนตัน

📌 ดังนั้น หากมีการพิจารณามาตรการบริหารจัดการหรือสงวนเศษเหล็กอย่างเหมาะสม เพื่อให้เพียงพอต่อการใช้งานในประเทศเช่นเดียวที่กับหลายประเทศได้ดำเนินการแล้ว รวมถึงการส่งเสริมการนำเศษเหล็กจากซากรถยนต์ที่หมดอายุ หรือการรื้อถอนโครงสร้างเหล็กที่หมดอายุกลับมาใช้ใหม่ ก็จะช่วยเสริมความมั่นคงด้านวัตถุดิบของอุตสาหกรรมเหล็กไทยได้อีกส่วนหนึ่ง

📌นายบัณฑูรย์ กล่าวว่า ไทยควรใช้วิกฤติเป็นโอกาสต่อยอดสู่เศรษฐกิจสีเขียว ด้วยอุตสาหกรรมเหล็กเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมต่อเนื่องของประเทศ ในหลายประเทศถือว่าอุตสาหกรรมเหล็กเป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ การส่งเสริมการใช้เหล็กในประเทศจะช่วยเสริมความเข้มแข็งของซัพพลายเชนในประเทศ และยังช่วยสนับสนุนระบบเศรษฐกิจโดยรวม

📌 และด้วยเหตุที่เศษเหล็กเป็นทรัพยากรผลิตเหล็กที่ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำ หากสามารถจัดหาพลังงานสะอาดในราคาที่เหมาะสมให้กับอุตสาหกรรมเหล็กไทยได้เพียงพอก็จะช่วยเร่งการปรับตัวสู่การผลิต green steel ได้อย่างรวดเร็ว

27/03/2026

อบก.สนับสนุน Green Steel ในไทย สร้างทางรอดอุตสาหกรรมเหล็ก หนุน "มิลล์คอน สตีล จับมือ "เมอแรนติ กรีนสตีล" สร้างโมเดลล.....

Our strategic partnership with Meranti Road to 'Green Steel'
26/03/2026

Our strategic partnership with Meranti
Road to 'Green Steel'

มิลล์คอนสตีลเอ็มโอยูเมอแรนติกรีนสตีลร่วมพัฒนาอุตสาหกรรม…

20/01/2026

กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ส.อ.ท. จี้รัฐปรับเกณฑ์คุมการผลิตเหล็กตั้งแต่ในโรงงานแทนการสุ่มตรวจ เพื่อสกัดสินค้าค...

‘เหล็กทรงยาว’ ปี 2569 แข่งเดือด! IF-เหล็กราคาถูกจีน กดกำลังผลิตไทยตํ่า
19/12/2025

‘เหล็กทรงยาว’ ปี 2569 แข่งเดือด! IF-เหล็กราคาถูกจีน กดกำลังผลิตไทยตํ่า

อุตสาหกรรมเหล็กไทยกำลังเผชิญแรงกดดันสะสม ทั้งปัญหาเดิมที่ยังแก้ไม่ตกและการแข่งขันจากเหล็กราคาถูกคุณภ.....

เลือกใช้เหล็ก EF เท่านั้น!!
04/04/2025

เลือกใช้เหล็ก EF เท่านั้น!!

อุตสาหกรรมเหล็กในประเทศไทยนั้นมีการผลิตเหล็กโดยการนำเศษเหล็กกลับมาหลอมใหม่เพื่อใช้งานอีกครั้ง ซึ่งเทคโนโลยีที่ใช้ผลิตเหล็กในไทยแบ่งออกเป็น 2 เทคโนโลยี คือ Electric Arc Furnace (EAF) หรือเรียกกันว่าเหล็ก “EF” และอีกหนึ่งเทคโนโลยีคือ Induction Furnace (IF) หรือเรียกกันว่าเหล็ก “IF”
ซึ่งการผลิตเหล็กทั้ง 2 แบบนั้นมีข้อแตกต่างกันอยู่ ดังนี้
เหล็ก EF
- สามารถใช้เศษเหล็กได้ทุกเกรด ทุกประเภท
- ใช้พลังงานน้อยกว่า และควบคุมการใช้พลังงานได้ง่าย
- เหล็กที่ได้จะมีความบริสุทธิ์มากกว่า และกำจัดสิ่งแปลกปลอมได้
- มั่นใจในเรื่องคุณภาพที่สม่ำเสมอ
- ควบคุมคุณภาพและค่าเคมีในการผลิตได้ดีกว่า
เหล็ก IF
- เศษเหล็กที่ใช้ต้องเป็นเศษเหล็กคุณภาพดี
- ใช้พลังงานค่อนข้างมาก
- เหล็กที่ได้อาจมีสิ่งเจือปน
- ควบคุมคุณภาพและค่าเคมีได้ยากกว่า
และนี่ก็คือข้อแตกต่างของเทคโนโลยีทั้ง 2 โดยจะเห็นว่าปัจจัยที่จะทำให้เหล็กมีคุณภาพที่ดีนั้น เริ่มจากการใช้นวัตกรรมที่ดีในการผลิตเหล็ก และการผลิตเหล็กแบบ EF เป็นกระบวนการที่จะทำให้ได้เหล็กที่บริสุทธิ์และมีคุณภาพซึ่งเทคโนโลยี EF หรือ กระบวนการนำเศษเหล็กมาหลอมใหม่ด้วยการอาร์คไฟฟ้า จนเหล็กหลอมละลายถือเป็นการใช้พลังงานสะอาดในกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.millconsteel.com/blog-post/article-6/
#เหล็กรักษ์โลก #เหล็กมาตรฐานต้องจากเตาEF

สัญญาณอันตรายต่อโครงสร้าง มักมากับรอยแตกร้าวที่เราเห็นว่าเล็กๆเสมอ หากชะล่าใจขาดการดูแลแก้ไข รอยเล็กๆอาจมีการขยับตัวจนนา...
01/04/2025

สัญญาณอันตรายต่อโครงสร้าง มักมากับรอยแตกร้าวที่เราเห็นว่าเล็กๆเสมอ หากชะล่าใจขาดการดูแลแก้ไข รอยเล็กๆอาจมีการขยับตัวจนนานเข้าทำให้ มีโอกาสที่โครงสร้างจะหวิดถล่มลงมาได้
วันนี้น้องมิลล์เลยมีวิธีติดตามรอยร้าว เพื่อหาทางรับมือได้อย่างเหมาะสมได้ง่ายๆ ไม่กี่ขั้นตอนมาฝากกันค่า

#เหล็กรักษ์โลก #เหล็กมาตรฐานต้องจากเตาEF

"เสริมแกร่งเสาอาคาร ต้านแผ่นดินไหว" 🤯🏢💪💪💪เมื่อเกิดเหตุแผ่นดินไหว จุดเสี่ยงอันตรายที่สุดก็คือเสา เพราะเป็นจุดรับน้ำหนักโด...
31/03/2025

"เสริมแกร่งเสาอาคาร ต้านแผ่นดินไหว" 🤯🏢💪💪💪
เมื่อเกิดเหตุแผ่นดินไหว จุดเสี่ยงอันตรายที่สุดก็คือเสา เพราะเป็นจุดรับน้ำหนักโดยตรงจากสิ่งปลูสร้าง ซึ่งเรามาดูกันก่อนดีกว่าว่า ความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นแบ่งเป็นกี่ระดับบ้าง
✅ ระดับที่ 1 เกิดรอยร้าวในผนัง
✅ ระดับที่ 2 เกิดรอยร้าวในโครงสร้าง เช่น คาน และ เสา
✅ ระดับที่ 3 เกิดรอยร้าวเกิดกระจายไปทั่ว คอนกรีตกะเทาะหลุดออกมา เหล็กเสริมเสียรูป ดุ้งหรือขาด
✅ ระดับที่ 4 โครงสร้างพังถล่มลงมา...
ในเบื้องต้น ความเสียหายระดับที่ 1 และ 2 สามารถซ่อมแซมได้ โดยใช้ปูนเกร้าท์อัดเข้าไปในรอยร้าว ส่วนระดับที่ 3 ให้สังเกตุเมื่อคอนกรีตกะเทาะหลุดออกมา หากเหล็กเสริมภายในยังไม่บิดเบี้ยวเสียรูป ยังถือว่าซ่อมได้ โดยการผสมปูนซีเมนต์ ทรายและน้ำนำไปฉาบหรืออุดบริเวณคอนกรีตที่กะเทาะหลุดออกมา
แต่หากเป็นในทางตรงกันข้าม นั่นแสดงว่าโครงสร้างใช้งานไม่ได้แล้ว ส่วนระดับที่ 4 ซึ่งเป็นระดับที่โครงสร้างพังถล่มอย่างสิ้นเชิง ก็ไม่สามารถซ่อมและใช้งานได้อีกต่อไป ต้องรื้อซากอาคารทิ้งแล้วก่อสร้างใหม่เท่านั้น
และเพื่อลดความเสียหายให้น้อยที่สุด ควรทำการป้องกันโครงสร้างอาคารให้ปลอดภัยที่สุดไว้ก่อน โดยมี 3 วิธีหลักๆ คือ
🏗️ #1 หุ้มเสาด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก
วิธีนี้เหมาะสำหรับอาคารหลังเล็กๆ เช่น บ้านเดี่ยว ตึกแถว อาคารสูงไม่เกิน 3 ชั้น หรือที่มีเสาขนาดไม่เกิน 30 ซม. การหุ้มด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กให้เสริมเหล็กยืนขนาด 12 หรือ 16 มม. เพิ่มเติมที่มุมทั้ง 4 ของเสา จากนั้นพันรอบเหล็กยืนด้วยเหล็กปลอกขนาด 9 มม. ให้มีความถี่ของเหล็กปลอกไม่เกิน 5.0-7.5 ซม. จากนั้นพันด้วยลวดตาข่าย (หรือลวดกรงไก่) จากนั้นฉากปิดด้วยปูนซีเมนต์
🏗️ #2 หุ้มเสาด้วยแผ่นเหล็ก
วิธีนี้เหมาะสำหรับอาคารขนาดใหญ่ เสาสะพาน อพารต์เมนต์ คอนโดมิเนียม อาคารสูง ที่มีเสาขนาดใหญ่เกิน 50 ซม. ขึ้นไป การหุ้มเสาด้วยแผ่นเหล็กให้พับเหล็กแผ่นเป็นรูปตัวแอล เข้ามุมด้านตรงกันข้ามของเสา จากนั้นเชื่อมแผ่นเหล็กทั้งสองแผ่นให้ติดกันที่ตรงมุม โดยปล่อยให้มีช่องว่างระหว่างแผ่นเหล็กกับเสาเดิมประมาณ 3 ซม. จากนั้นกรอกปูนเกร๊าท์ลงไปในช่องว่างนี้เพื่อยึดแผ่นเหล็กให้ติดแน่นกับเสาเดิม รอจนกว่าปูนเกร๊าท์จะแข็งตัว วิธีนี้ราคาประหยัดเหมาะสำหรับเสาที่มีขนาดใหญ่ เป็นวิธีที่ให้ความแข็งแรงสูงมาก แต่การทำงานค่อนข้างยาก เนื่องจากต้องใช้แรงงานในการพับและเชื่อมติดแผ่นเหล็กเข้าด้วยกัน
🏗️ #3 หุ้มเสาด้วยแผ่นคาร์บอนไฟเบอร์
เหมาะสำหรับเสาในอาคารที่มีขนาดใหญ่เช่น เสาสะพาน อพารต์เมนต์ คอนโดมิเนียม อาคารสูง เช่นเดียวกับการหุ้มเสาด้วยแผ่นเหล็ก สำหรับแผ่นคาร์บอนไฟเบอร์เป็นแผ่นที่เสริมด้วยเส้นใยคาร์บอนที่มีกำลังรับน้ำหนักสูงและมีความบาง สามารถนำไปพันรอบเสาได้โดยใช้กาวอีพอกซีเป็นตัวยึดให้แผ่นคาร์บอนไฟเบอร์ติดกับเสา เมื่อพันเสร็จเรียบร้อยแล้วจะได้เสาที่มีกำลังรับน้ำหนักสูงมาก สามารถต้านแผ่นดินไหวได้เป็นอย่างดี แต่มีข้อเสียคือแผ่นคาร์บอนไฟเบอร์ยังมีราคาค่อนข้างแพงนั่นเอง
อ้างอิงจาก : สมาคมผู้ตรวจสอบอาคาร
#เหล็กรักษ์โลก #เหล็กมาตรฐานต้องจากเตาEF

Address

Alawwa

Opening Hours

Monday 08:00 - 17:00
Tuesday 08:00 - 17:00
Wednesday 08:00 - 17:00
Thursday 08:00 - 17:00
Friday 08:00 - 17:00

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when Millcon Steel PCL. - MILL posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Share