เพชรบุรีโลหะกิจ

เพชรบุรีโลหะกิจ จำหน่ายเหล็กทุกชนิด น็อต สกรู เครื่องมือช่าง
ออกซิเจน อาร์กอน อะเซทิลีน

21/05/2026

📌 4 ข่าวเหล็กร้อนทั่วโลกในเดือนพฤษภา

👉 1. ราคาแร่เหล็กปรับตัวลดลงต่อเนื่อง เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความต้องการเหล็กในจีนที่แย่ลงมากขึ้น

ราคาแร่เหล็กยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความต้องการเหล็กที่อ่อนแอในจีนส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาด ผู้ค้ายังคงระมัดระวัง เนื่องจากผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดของโลกกำลังเผชิญกับกิจกรรมการก่อสร้างที่ชะลอตัว ความสนใจในการซื้อจากโรงงานเหล็กที่ลดลง และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการบริโภคเหล็กในระยะสั้น

การลดลงสะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นในตลาดวัตถุดิบสำหรับการผลิตเหล็ก โดยความต้องการแร่เหล็กมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับผลผลิตเหล็กและกิจกรรมด้านโครงสร้างพื้นฐานของจีน ผู้เข้าร่วมตลาดกำลังจับตาดูอัตรากำไรของโรงงานเหล็ก ระดับการผลิต และสัญญาณนโยบายจากปักกิ่งเพื่อหาทิศทางที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

👉 2. จีนลดการผลิตเหล็กลง 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน

จีนลดการผลิตเหล็กลง 4.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เหลือ 331.12 ล้านตัน ในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน ตามข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (NBS) เฉพาะในเดือนเมษายน อุตสาหกรรมโลหะของจีนผลิตเหล็กได้ 83.63 ล้านตัน ซึ่งลดลง 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2025

ตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา ประเทศจีนลดการผลิตเหล็กดิบลง 3.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เหลือ 282.28 ล้านตัน และเหล็กรีดลดลง 1.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เหลือ 471.94 ล้านตัน ในเดือนเมษายน ผลผลิตเหล็กดิบของจีนอยู่ที่ 70.69 ล้านตัน (ลดลง 3.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า) การผลิตเหล็กรีดในช่วงเวลาดังกล่าวลดลง 1.7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เหลือ 122.63 ล้านตัน

👉 3. สหภาพยุโรปได้ลดโควตานำเข้าเหล็กอย่างจึงจัง

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยุโรปอนุมัติมาตรการทางการค้าใหม่ที่มุ่งปกป้องตลาดเหล็กของสหภาพยุโรปจากผลกระทบของอุปทานล้นตลาดโลก ระเบียบนี้จัดทำขึ้นเนื่องจากมาตรการคุ้มครองปัจจุบันจะหมดอายุในวันที่ 30 มิถุนายน 2026 และคาดว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2026

ภายใต้ระเบียบใหม่ ปริมาณการนำเข้าเหล็กปลอดภาษีจะถูกจำกัดไว้ที่ 18.3 ล้านตันต่อปี ซึ่งลดลง 47% เมื่อเทียบกับระดับโควตาในปี 2024 อัตราภาษีศุลกากรที่จะใช้ในกรณีที่เกินโควตาจะเพิ่มขึ้นจาก 25% เป็น 50% นอกจากนี้ จะมีการเรียกเก็บภาษี 50% สำหรับผลิตภัณฑ์เหล็กที่อยู่นอกขอบเขตโควตาด้วย

👉 4. สหภาพยุโรปเพิ่มมาตรการคุ้มครองในข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ เกี่ยวกับภาษีเหล็ก

สหภาพยุโรปได้บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นในการดำเนินการตามข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่มุ่งเป้าไปที่การหลีกเลี่ยงการขึ้นภาษีจากสหรัฐฯ และลดความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการค้าอะลูมิเนียมและเหล็กกล้า

ข้อตกลงนี้รวมถึงมาตรการคุ้มครองที่จะอนุญาตให้คณะกรรมาธิการยุโรปสามารถระงับภาษีได้หากการนำเข้าจากสหรัฐฯ ส่งผลเสียต่ออุตสาหกรรมของยุโรป นอกจากนี้ยังอนุญาตให้บรัสเซลส์ระงับสิทธิพิเศษทางภาษีได้หากวอชิงตันยังคงใช้ภาษีสูงกว่า 15 เปอร์เซ็นต์กับผลิตภัณฑ์เหล็กและอะลูมิเนียมของสหภาพยุโรปต่อไปหลังจากสิ้นปี 2026

ผลิตภัณฑ์เหล็กยังคงเป็นหนึ่งในประเด็นที่มีการถกเถียงกันมากที่สุดในระหว่างการเจรจา โดยภาษีบางรายการของสหรัฐฯ ยังคงสูงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ แม้จะมีเพดานภาษี 15 เปอร์เซ็นต์ที่ตกลงกันไว้ภายใต้ข้อตกลงการค้าเทิร์นเบอร์รีที่ลงนามเมื่อปีที่แล้วก็ตาม

01/05/2026

📌 เปิด 3 เหตุผลอาจกระทบราคาเหล็กไทยให้เตรียมปรับตัวขึ้นต่อ

📌 1. ต้นทุนพลังงานกระทบรง.เหล็ก

👉 อุตสาหกรรมเหล็กบางประเภทโดยเฉพาะโรงงานที่ใช้น้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิงได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะพลังงานเป็นต้นทุนสำคัญในการผลิต ตัวอย่างเช่น บางโรงงานใช้น้ำมันเตาปริมาณเกือบ 4 ล้านลิตร ดังนั้นหากราคาน้ำมันปรับขึ้นแรงก็ย่อมกระทบต่อต้นทุนผลิตทันที สุดท้ายจะเชื่อมโยงไปถึงราคาขายเหล็กให้กับผู้ใช้ปลายทาง โดยเฉพาะเหล็กที่ใช้ในภาคก่อสร้างและโครงสร้างต่าง ๆ ซึ่งตอนนี้เริ่มเห็นสัญญาณว่าต้นทุนกำลังจะขึ้นแล้ว

📌 ล่าสุดผู้ขายน้ำมันเตาแจ้งแล้วว่าราคาจะปรับขึ้นแน่นอน เพียงแต่จะขึ้นมาก-น้อยแค่ไหนยังต้องรอดูตามต้นทุนจริง เพราะสินค้าเหล็กเป็นสินค้าควบคุมภายใต้รายการของกระทรวงพาณิชย์ ผู้ผลิตไม่สามารถปรับขึ้นราคาได้ตามใจ ต้องแสดงโครงสร้างต้นทุนอย่างชัดเจนว่าเหตุใดจึงขอปรับราคา

📌 2. ผู้ค้าเหล็กชาวจีนชะลอหรือยกเลิกการจัดส่งสินค้าเหล็กมาไทย

👉 ผู้ส่งออกเหล็กของจีนบางรายได้หยุดส่งสินค้าให้กับลูกค้าในการขนส่งไปยังอาเซียน เนื่องจากทางการจีนได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบใบอนุญาตส่งออกเหล็กกว่า 300 รายการ ซึ่งครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานเหล็กทั้งหมด ตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงสินค้าสำเร็จรูป เพื่อควบคุมสินค้าเหล็ก Non-Vat มีผลกระทบอย่างมากกับโรงงานขนาดใหญ่ในจีน ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 ส่งผลให้ผู้ซื้อต้องรอสินค้าหรือเผชิญกับความเป็นไปได้ที่จะถูกชะลอหรือยกเลิกคำสั่งซื้อ

👉 ล่าสุดมีข่าวลือ ถึงเหล็กเคลือบโลหะผสมสังกะสี-อะลูมิเนียม-แมกนีเซียม (ZAM) กว่า 35,000-40,000 ตัน ที่กำลังส่งจากจีนมาถึงไทยสำหรับ shipment เดือนพฤษภาคม ได้ถูกผู้ค้าเหล็กชาวจีนชะลอการส่ง ถึงเลวร้ายสุดถูกยกเลิก Shipment เนื่องจากความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นกับอิหร่าน ทำให้ต้นทุนการผลิตและการส่งออกปรับตัวสูงขึ้น เฉลี่ย $30-$40 ต่อตัน ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดภาวะเหล็กขาดตลาดในไทยมากยิ่งขึ้น

📌 3. ค่าขนส่งขึ้นเหล็กก็ต้องขึ้นราคา

👉 ถ้าราคาน้ำมันขยับขึ้นมากหากคิดเป็นต้นทุนต่อกิโลกรัมก็อาจเพิ่มเกิน 1 บาทต่อกิโลกรัมได้ เพราะเดิมราคาน้ำมันเตาอยู่เพียงราว 7 บาทเศษต่อลิตร แต่หากขึ้นไปถึง 24-25 บาทต่อลิตรเท่ากับเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า ผลกระทบถือว่าหนักมากสำหรับผู้ผลิต ซึ่งตอนนี้ได้รับสัญญาณว่าจะเริ่มปรับขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป เพราะการซื้อขายจะอิงเป็นรายเดือน

👉 ตอนนี้ผู้ประกอบการยังรอดูว่าราคาจะออกมาเท่าไร ซึ่งถือเป็นต้นทุนใหม่ที่จะเริ่มกดดันภาคการผลิตอย่างจริงจัง ขณะนี้ยังไม่มีการฉวยโอกาสขึ้นราคา เพราะต้นทุนเดิมของเดือนมีนาคมยังพอรับได้ แต่หากภาครัฐมีการปรับนโยบายด้านพลังงาน โดยเฉพาะการสิ้นสุดมาตรการช่วยเหลือราคาดีเซล ก็จะไปกระทบค่าขนส่งทันที ตั้งแต่การขนจากโรงงานไปยังผู้ค้า และจากผู้ค้าไปยังผู้บริโภค ส่วนต้นทุนการผลิตจากพลังงานก็จะทยอยตามมา

📌 เมื่อราคาเหล็กมีการขึ้นราคากลุ่มที่ใช้ในงานก่อสร้าง เช่น เสาเหล็ก เหล็กโครงสร้าง และเหล็กเส้น ล้วนมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันคล้ายกันทั้งหมด เพราะเมื่อค่าพลังงานและค่าขนส่งเพิ่มขึ้นต้นทุนก็จะเพิ่มทั้งระบบ โดยสต๊อกเดิมเชื่อว่าโรงงานส่วนใหญ่น่าจะยังมีวัตถุดิบและต้นทุนเดิมพอถึงสิ้นเดือนมีนาคม แต่ต้นทุนใหม่ที่รวมผลจากพลังงานน่าจะเริ่มเห็นชัดในเดือนเมษายนเป็นต้นไป

📌 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละโรงงานใช้เชื้อเพลิงต่างกัน บางแห่งใช้น้ำมันเตา บางแห่งใช้ก๊าซ มองผลกระทบระยะสั้นที่สุดในตอนนี้คือ เรื่องค่าขนส่ง หากรัฐยุติการตรึงราคาดีเซลเมื่อใดก็จะกระทบพร้อมกันหมด แต่ในเชิงการผลิตต้นทุนพลังงานจะเริ่มสะท้อนหนักขึ้นในเดือนเมษายน

04/04/2026

📌 จับตา ผู้ประกอบการเหล็กจำเป็นต้องปรับราคาสินค้าสำหรับเหล็กทุกประเภทในระยะแรกในอัตราที่ 10-15% ในเดือนเม.ย.นี้ คาดเริ่มหลังสงกรานต์

📌 แม้อุตสาหกรรมเหล็กได้พยายามบริหารจัดการเรื่องของต้นทุนจากทุกอย่าง เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้บริโภค แต่ยอมรับว่าเหตุการณ์ของสงครามตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อและยังดูทีท่าว่าจะไม่จบลงในเร็ววัน และจะปรับขึ้นอีกครั้งในระยะถัดไปอีกครั้งหนึ่ง แต่จะในอัตราเท่าไรนั้น ยังคงต้องรอประเมินต้นทุนที่ว่าจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าไร

📌 สำหรับอุตสาหกรรมเหล็กนั้น ไทยไม่ใช่อุตสาหกรรมต้นน้ำไม่ได้มีแร่เหล็กในประเทศ ดังนั้นการผลิตเหล็กจึงต้องนำเข้าเศษเหล็กมาจากต่างประเทศ เพื่อนำมาหลอมและขึ้นรูป ในปลายทางคือการได้ทั้งเหล็กเส้น เหล็กลวด เหล็กแผ่น เหล็กโครงสร้าง

📌 และเหล็กประเภทอื่นๆ ที่ใช้ทั้งในอุตสาหกรรมก่อสร้างและอุตสาหกรรมยานยนต์สำหรับเหล็กที่เป็นเกรดพิเศษ เมื่อต้องนำเข้าเหล็กต้นทุนที่เพิ่มขึ้นลำกับแรกคือค่าขนส่งจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น

📌 นายนาวา นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมเหล็กโดน 4 เด้ง เด้งแรกคือราคาค่าขนส่งขึ้น เด้งที่ 2 ราคาพลังงานมันเป็นผลพวงที่ทำให้ค่าขนส่งขึ้น แต่ก็ต้องใช้น้ำมันเพื่อใช้ในกระบวนการผลิตเหล็กอยู่ดี แม้ว่าโรงงานเหล็กส่วนใหญ่จะใช้น้ำมันเตามันไม่แพงเหมือนใช้พวกน้ำมันดีเซลแต่มันก็มีแนวโน้มจะขยับขึ้น

📌 เด้งที่ 3 ค่าระวางเรือปรับขึ้นสูงมาก และเด้งที่ 4 คือค่าไฟฟ้าที่กำลังจะปรับขึ้น จึงต้องปรับราคาเป็น 2 ระลอก ระลอกแรกคือ 10-15% นี้ก่อนภายในดือนเม.ย. นี้แน่นอน ส่วนในเดือนพ.ค.ก็ต้องกลับมาดูกันอีกทีว่าต้นทุนขึ้นไปอีกเท่าไร หรือจะอั้นการปรับขึ้นไว้ก่อนในระลอก 2 ต้องอยู่ที่สถานการณ์ในอนานคต เพราะดูแล้วว่าสงครามมันไม่หยุดง่ายๆ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศศึกทุกวันของแพงขึ้น ทุกอย่างแพงขึ้น เราก็เหนื่อยกันมาก

📌 ส่วนประเด็นการลดจำนวนคนในโรงงาน อาจยังไม่เกิดขึ้นในตอนนี้ เนื่องจากยังคงมีโครงการก่อสร้างจากภาครัฐที่ได้ทยอยเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปริมาณการใช้เหล็กในประเทศยังสามารถไปต่อได้ แม้จะยังมีการบริโภคเหล็กเกิดขึ้น แต่อุตสาหกรรมเหล็กยังคงต้องการให้ภาครัฐมีมาตรการออกมาช่วยสนับสนุนและควบคุมดูแล เช่นการถูกทุ่มตลาด การสนับสนุนเรื่องการใช้เหล็กโลคอล คอนเมนท์ ด้วยโครงการเมด อิน ไทยแลนด์ ของ ส.อ.ท. ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นเพื่อให้เหล็กไทยมีแต้มต่อ

03/03/2026

🚨 จับตา!!! ผู้ผลิตเหล็กและแปรรูปเหล็กในไทยเตรียมเผชิญภาวะ “ของขาดตลาด” ‼️

📌 หลังสถานการณ์การสู้รบในแถบตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้ทั่วโลกต่างจับตา “ช่องแคบฮอร์มุซ” จุดยุทธศาสตร์สำคัญด้านพลังงานและการขนส่งของโลก

📌 ช่องแคบฮอร์มุซเป็นทางออกแคบ ๆ จากอ่าวเปอร์เซียสู่ทะเลเปิด แม้เส้นทางเดินเรือจะกว้างเพียงประมาณ 2 ไมล์ แต่ถือเป็นคอขวดของระบบพลังงานโลก เนื่องจากเรือที่ผ่านจุดนี้ขนส่งน้ำมันราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 1 ใน 5 ของปริมาณน้ำมันโลก

📌 นอกจากพลังงานแล้วตะวันออกกลางยังเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมเหล็กโลก โดยเฉพาะเหล็กต้นน้ำ เช่น Slab และ Billet ที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเหล็กรีดร้อน (HRC) และผลิตภัณฑ์เหล็กต่อเนื่องอีกจำนวนมาก

📌 หากเกิดการปิดช่องแคบฮอร์มุซ แม้จะยังไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่

👉 ห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบสะดุดทันที
เนื่องจาก Slab เป็นวัตถุดิบต้นน้ำหลักของการรีด HRC การหยุดชะงักของการขนส่งอาจกระทบต่อการผลิตในประเทศอย่างรวดเร็ว

👉 ระยะเวลาขนส่งยืดออก
การต้องอ้อมเส้นทางอื่นจะส่งผลให้ค่าระวางเรือและค่าประกันภัยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

👉 ความเสี่ยงต่อกำลังการผลิต
ผู้ผลิตที่มีสต็อกวัตถุดิบต่ำอาจต้องลดหรือหยุดการผลิตชั่วคราว กระทบต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น
ท่อเหล็ก เหล็กโครงสร้าง

👉 ราคาภายในประเทศผันผวน
ความกังวลด้านอุปทานอาจทำให้ราคาปรับตัวรุนแรงในระยะสั้น

นอกจากนี้ หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกินระยะเวลายาวนาน การส่งออกน้ำมันจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียอาจหยุดชะงักทันที ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น กดดันเงินเฟ้อ และกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง

28/01/2026

📌 อุตสาหกรรมเหล็กญี่ปุ่นเผชิญ ‘จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ’ เมื่อการผลิตเหล็กดิบปี 2025 ‘ร่วงลงต่ำสุดในรอบกว่า 50 ปี’ ท่ามกลางแรงกดดันจากเหล็กราคาถูกจีน การกีดกันทางการค้า และอุปสงค์ที่ชะลอตัวทั้งในและนอกประเทศ จนญี่ปุ่นเสี่ยงหลุดจากผู้นำอุตสาหกรรมเหล็กโลก

📌 เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า การผลิตเหล็กดิบของญี่ปุ่นในปี 2025 ลดลงแตะระดับ “ต่ำสุดในรอบกว่า 50 ปี” นับตั้งแต่ปี 1969 จากการทะลักเข้ามาของเหล็กราคาถูกจากจีน หลังปริมาณการผลิตหดตัวลง 4% เหลือ 80.67 ล้านตัน ตามข้อมูลที่สหพันธ์เหล็กและเหล็กกล้าแห่งญี่ปุ่น เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดี

📌 สมาคมเหล็กโลก (World Steel Association) ระบุว่า ในช่วงเดือนมกราคม–พฤศจิกายน 2025 สหรัฐได้ขึ้นแซงหน้าญี่ปุ่นในด้านการผลิตเหล็กดิบแล้ว และเมื่อรวมตัวเลขทั้งปี ญี่ปุ่นมีแนวโน้มจะ “ร่วงลงไปอยู่อันดับ 4” รองจากจีน อินเดีย และสหรัฐ ซึ่งจะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1999 ที่สหรัฐมีปริมาณการผลิตเหล็กสูงกว่าญี่ปุ่น

📌 ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นได้รับผลกระทบจากมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด ที่ทำให้การส่งออกเหล็กไปยังตลาดอย่างเกาหลีใต้และสหภาพยุโรปถูกปิดกั้น แม้ญี่ปุ่นจะส่งออกผลิตภัณฑ์เหล็กราว 40% ของกำลังการผลิตทั้งหมด แต่สถิติการค้าเบื้องต้นชี้ว่า ปริมาณการส่งออกในปี 2025 ลดลง 4.2% เหลือ 30.08 ล้านตัน ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่สอง

📌 ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ได้เร่งควบรวมและปรับโครงสร้างโรงงานผลิต เพื่อตอบรับกับสถานการณ์ดังกล่าว นิปปอนสตีลเริ่มการปรับโครงสร้างตั้งแต่ราวปี 2020 โดยลดจำนวนเตาหลอมเหล็กจาก 15 เตา เหลือ 10 เตา ขณะที่ JFE Holdings ระงับการเดินเครื่องเตาหลอมหนึ่งเตาในปี 2023 และมีแผนจะหยุดการดำเนินงานของเตาอีกหนึ่งเตาในปีงบประมาณ 2027

📌 ในปี 2025 นิปปอนสตีลเข้าซื้อกิจการ U.S. Steel และวางแผนให้ตลาดสหรัฐ เป็นเสาหลักของการเติบโตในอนาคต นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงงานเหล็กแห่งใหม่ในอินเดีย เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการผลิตเหล็กดิบ 100 ล้านตันต่อปีภายใน 10 ปี ด้วยการขยายกำลังการผลิตนอกประเทศญี่ปุ่น โดยในปี 2024 บริษัทผลิตเหล็กได้ 58 ล้านตัน รวมกำลังการผลิตของ U.S. Steel แล้ว

08/01/2026

📌 ราคาแร่เหล็กพุ่งเช้านี้ ขานรับจีนส่งสัญญาณกระตุ้นเศรษฐกิจ-หั่นดอกเบี้ย

👉 ราคาแร่เหล็กปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่ 4 ในวันนี้ (8 ม.ค.) หลังจากธนาคารกลางจีน (PBOC) ให้คำมั่นว่าจะดำเนินนโยบายสนับสนุนเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งรวมถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ นอกจากนี้ ราคายังได้แรงหนุนจากการที่เทรดเดอร์เร่งเติมสต็อกแร่เหล็กก่อนช่วงเทศกาลวันหยุดในจีน

👉 ทั้งนี้ PBOC ได้ออกแถลงการณ์หลังการประชุมการทำงานประจำปีในวันอังคาร (6 ม.ค.) ซึ่งเป็นการสรุปภารกิจสำคัญที่จะดำเนินการสำหรับปีนี้ โดยระบุว่า PBOC จะกำหนดให้การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างมีคุณภาพสูงและการฟื้นตัวอย่างเหมาะสมของเงินเฟ้อ เป็นเป้าหมายหลักของนโยบายการเงิน นอกจากนี้ PBOC จะยกระดับการสนับสนุนทางการเงินในด้านสำคัญต่าง ๆ เช่น การเพิ่มอุปสงค์ภายในประเทศ การพัฒนานวัตกรรมทางเทคโนโลยี รวมถึงการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก และขนาดย่อม

👉 นักวิเคราะห์จากบริษัท CRU กล่าวว่า ราคาแร่เหล็กยังได้รับแรงหนุนจากการที่เทรดเดอร์เร่งเติมสต็อกแร่เหล็กก่อนเทศกาลตรุษจีน และเสริมว่า แม้อุปทานแร่เหล็กในปัจจุบันยังคงแข็งแกร่ง แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะอุปทานจะเผชิญภาวะชะงักงันในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าเนื่องจากสภาพอากาศตามฤดูกาล ซึ่งอาจเป็นปัจจัยหนุนราคาให้พุ่งขึ้นอีก

📌 “อินเดีย” ชี้ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ฮั้วราคา Tata-JSW-SAIL เสี่ยงโดนปรับมหาศาล

👉 หน่วยงานแข่งขันทางการค้า อินเดีย พบผู้ผลิต เหล็กกว่า 30 ราย รวมถึง Tata Steel, JSW Steel และ SAIL สมรู้ร่วมคิดกำหนดราคาขาขาย เหล็กต่อเนื่องหลายปี พร้อมชี้ผู้บริหารระดับสูงมีส่วนเกี่ยวข้อง วันที่ 6 มกราคม 2569 เวลา 15.43 น. สำนักข่าว รอยเตอร์รายงานว่า หน่วยงานกำกับดูแลการ แข่งขันทางการค้าของอินเดีย (Competition Commission of India: CCI) พบว่า ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของประเทศ รวมถึง Tata Steel, JSW Steel, บริษัทเหล็กของรัฐ SAIL และอีกอย่างน้อย 25 บริษัท ได้ละเมิดกฎหมายแข่งขันทางการค้าจากการสมรู้ร่วมคิดกำหนดราคาขายเหล็ก ซึ่งอาจทำให้บริษัทเหล่านี้และผู้บริหารต้องเผชิญบท
ลงโทษทางการเงินจำนวนมาก ตามเอกสารคำสั่งของ CCI ที่ยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ และถูกรายงานเป็นครั้งแรก

👉 เอกสารดังกล่าวระบุว่า CCI ยังได้ชี้ความผิดไปยังผู้บริหารระดับสูง 56 ราย รวมถึง ชัจจัน จินดาลกรรมการผู้จัดการมหาเศรษฐีของ JSW Steel, ที.วี. นเรนทรัน ซีอีโอของ Tata Steel และอดีตประธาน SAIL อีก 4 ราย โดยเห็นว่ามีส่วนร่วมในการสมรู้ร่วมคิดด้านราคาขายในช่วงเวลาต่างๆ ระหว่างปี 2558-2566 อย่างไรก็ดี JSW Steel ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น ขณะที่ Tata Steel, SAIL และผู้บริหารที่ถูกพาดพิง ยังไม่ได้ตอบคำถามจากสำนักข่าวรอยเตอร์ส และ CCI เองก็ยังไม่ให้ความเห็นเช่นกัน

📌 อียู ดีเดย์เก็บภาษีคาร์บอนเต็มรูปแบบ 1 ม.ค.2569 จุดเปลี่ยนกติกาอุตสาหกรรมเหล็กโลก

👉 เขย่าเหล็กไทยสะเทือน คาดกระทบ 2.8 หมื่นล้าน บาท นายบัณฑูรย์ จุ้ยเจริญ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรม เหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า มาตรการ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ของสหภาพ ยุโรป (EU) หรืออียู ที่เตรียมเก็บภาษีคาร์บอนเต็ม รูปแบบ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569 กำลังกลายเป็น ตัวแปรสำคัญที่เปลี่ยนโครงสร้างการแข่งขันของ อุตสาหกรรมเหล็กโลก

👉 โดยมาตรการดังกล่าว กำหนดให้ผู้นำเข้าสินค้าไป ยัง EU ต้องรายงานค่าจำเพาะของการปลดปล่อย คาร์บอนที่ฝังตัวอยู่ในสินค้าสำหรับสินค้าบางกลุ่ม ก่อนจะเข้าสู่ระยะจัดเก็บภาษีจริงในปี 2569 ซึ่งผู้นำเข้าจะต้องซื้อและส่งมอบ CBAM certificates ตามปริมาณการปลดปล่อยคาร์บอนที่ฝังตัวใน สินค้า โดยอ้างอิงราคาคาร์บอนในระบบ Emissions Trading System (EU ETS) กลายเป็นต้นทุนทางการค้าที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

👉 สำหรับระยะเริ่มต้น CBAM ครอบคลุม 6 กลุ่ม สินค้า ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า ปูนซีเมนต์ ปุ๋ย อะลูมิเนียม ไฟฟ้า และไฮโดรเจน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการปล่อยคาร์บอนสูงและมีความเสี่ยงต่อการเกิด Carbon Leakage ส่วนอุตสาหกรรมเหล็ก ครอบคลุมตั้งแต่เหล็กแผ่นรีดร้อน เหล็กแผ่นรีดเย็น เหล็กเส้น ท่อเหล็ก ไปจนถึงผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูป เช่น slab และ billet โดยใช้การระบุสินค้าตามพิกัดศุลกากร (CN codes) ของ EU และแนวทางเฉพาะภาคอุตสาหกรรมตามเอกสารกำกับของคณะกรรมาธิการยุโรป

19/08/2025

📌 อินเดียอาจเรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็กจากผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่เป็นเวลา 3 ปี

👉 หากได้รับการอนุมัติ อัตราภาษีนำเข้าเหล็กที่เสนอจะเริ่มต้นที่ 12% ในปีแรก ลดลงเหลือ 11.5% ในปีที่สอง และลดลงอีกเหลือ 11% ในปีที่สาม ทางอินเดียอาจกำหนดอัตราภาษีนำเข้า 3 ปี ในอัตรา 11–12 เปอร์เซ็นต์ สำหรับผลิตภัณฑ์เหล็กบางรายการ หากปฏิบัติตามประกาศของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DGTR)

👉 ในวันที่ 16 สิงหาคม การเคลื่อนไหวดังกล่าวจะควบคุมการขนส่งที่เพิ่มขึ้นจากผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ เช่น จีน ซึ่งอุปทานส่วนเกินได้ส่งผลกระทบต่อตลาดโลก

📌 จีนยื่นฟ้อง องค์การการค้าโลก (WTO) ต่อข้อจำกัดการนำเข้าเหล็กของแคนาดา

👉 จีนกำลังยื่นเรื่องข้อพิพาทกับแคนาดาเกี่ยวกับภาษีนำเข้าเหล็กต่อองค์การการค้าโลก เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพื่อตอบโต้ข้อจำกัดของแคนาดาเกี่ยวกับการนำเข้าเหล็กที่หลอมหรือเทในจีน ทางแคนาดาประกาศเมื่อเดือนที่แล้วว่า เขาจะจัดเก็บภาษีเพิ่ม 25 เปอร์เซ็นต์สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเหล็กจีน เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศจากการที่สหรัฐฯ ตั้งภาษีนำเข้าเหล็กสูงลิ่ว

👉 แต่จีนกล่าวว่าภาษีดังกล่าวเป็น "การเลือกปฏิบัติ" ตามคำแปลแถลงการณ์ที่ออกโดยกระทรวงพาณิชย์จีน จีนระบุว่ารู้สึกผิดหวังกับมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีน และเรียกร้องให้แคนาดา "แก้ไขการกระทำที่ผิดพลาด" แถลงการณ์ยังกล่าวถึงการปกป้องระบบการค้าพหุภาคีที่อิงกฎเกณฑ์ และการปรับปรุงความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างแคนาดาและจีนอีกด้วย

📌 สมาคมเหล็กญี่ปุ่นมุ่งปฏิรูปเพื่อหยุดยั้งการหลีกเลี่ยงภาษี ขณะที่การส่งออกของจีนพุ่งสูงขึ้น

👉 สมาคมเหล็กญี่ปุ่นกล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า พวกเขาได้เรียกร้องให้มีการบังคับใช้มาตรการต่างๆ โดยเร็วเพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีต่อต้านการทุ่มตลาด ซึ่งมุ่งปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศจากการนำเข้าที่ไม่เป็นธรรมความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่การส่งออกเหล็กของจีน

👉 ซึ่งเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดของโลก ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านการค้าเหล็กทั่วโลก โดยมีประเทศต่างๆ เกือบ 40 ประเทศเริ่มดำเนินการสอบสวนการทุ่มตลาดตั้งแต่เดือนมกราคมปีที่แล้ว และจำเป็นต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว เนื่องจากประเทศต่างๆ เช่น จีน พยายามหลีกเลี่ยงภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด โดยการส่งออกผ่านประเทศที่สาม หรือดำเนินการแปรรูปขั้นต่ำเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี

👉 เมื่อเร็วๆ นี้ ญี่ปุ่นได้เริ่มการสอบสวนการทุ่มตลาดเหล็กชุบสังกะสีแบบจุ่มร้อนจากจีนและเกาหลีใต้ หลังจากการสอบสวนที่คล้ายกันในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เกี่ยวกับเหล็กแผ่นและแผ่นสเตนเลสรีดเย็นผสมนิกเกิลที่นำเข้าจากจีนและไต้หวัน

📌 ราคาสินแร่เหล็กจีนมีโอกาศปรับตัวขึ้นต่อ หลังดีมานด์ฟื้นเริ่มเข้าช่วง High Season ของปี

👉 ราคาสินแร่เหล็กดีดขึ้นเหนือ 102 ดอลลาร์ต่อตัน หลังการผลิตเหล็กดิบจีนร่วงต่ำสุดรอบ 7 ปี นัก วิเคราะห์ชี้อุปสงค์ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว และมีแนว โน้มฟื้นตัวตามฤดูกาล แม้ตลาดเหล็กเส้นยัง ซบเซา วันที่ 18 สิงหาคม 2568 สำนักข่าว บลูมเบิร์กรายงานว่า ราคาสัญญาสินแร่เหล็กปรับ ตัวขึ้น หลังจากปรับลดลงต่อเนื่อง 3 วันติดต่อกัน ท่ามกลางการเก็งกำไรว่า ความต้องการใช้เหล็ก ในจีนอาจฟื้นตัวตามฤดูกาล หนุนอุปสงค์และราคา

👉 นอกจากนี้ยังมีรายงานอีกว่า การผลิตเหล็กดิบลดลงต่ำกว่า 80 ล้านตัน ซึ่งถือเป็นผลงานอ่อนแอที่สุดของเดือน กรกฎาคมนับตั้งแต่ปี 2560 นักวิเคราะห์จาก Yongan Futures Co Ltd. ระบุว่า "จุดต่ำสุดของความต้องการใช้เหล็กได้ผ่านไป แล้ว และมีความหวังว่าจะฟื้นตัวตามฤดูกาล" พร้อมเสริมว่าการผลิตเหล็กดิบเริ่มฟื้นตัว แม้อุปสงค์ต่อเหล็กเส้น (rebar) ซึ่งใช้ในงานก่อสร้างจะลดลงมากกว่าที่คาด

👉 ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ราคาสัญญาสินแร่เหล็กส่วน ใหญ่ยังยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อตัน ได้แรงหนุน
จากการเก็งกำไรว่าปักกิ่งจะเข้ามาควบคุมปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินในอุตสาหกรรม แม้มาตรการดังกล่าวอาจกดการใช้สินแร่เหล็ก แต่ก็อาจช่วยดันราคาผลิตภัณฑ์เหล็กและความสามารถในการทำกำไรของอุตสาหกรรม ซึ่งช่วยพยุงราคาวัตถุดิบได้

30/07/2025

📌 ผลกำไรของโรงงานเหล็กในจีนเริ่มฟื้นตัวในเดือนที่แล้ว โดยมีแนวโน้มว่าการปรับตัวดีขึ้นจะเร่งขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี หากรัฐบาลสามารถทำตามคำมั่นสัญญาในการแก้ไขปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินได้เพิ่มไปอีก

📌 เมื่อสิ้นสุดครึ่งปี กำไรสะสมจากการถลุงโลหะเหล็กพุ่งสูงขึ้นเกือบ 14 เท่า แม้จะน้อยกว่าฐานที่เล็กมากในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว แต่อัตรากำไรขั้นต้นได้รับแรงหนุนในเดือนมิถุนายน เนื่องจากโรงงานลดกำลังการผลิต และโดยทั่วไปแล้วต้นทุนวัตถุดิบก็อ่อนตัวลงกว่าราคาผลิตภัณฑ์ การผลิตเหล็กกล้าในเดือนมิถุนายนลดลง 9.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เหลือ 83.2 ล้านตัน

📌 ซึ่งถือเป็นการลดลงรายเดือนครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 10 เดือน การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในไตรมาสที่ 2 ปี 2568 ชะลอตัวลงเล็กน้อย โดยมีอัตราการขยายตัว 5.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ลดลงจาก 5.4% ในไตรมาสที่ 1 แม้จะมีการชะลอตัว แต่ผลประกอบการในไตรมาสที่สองก็สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ แม้ว่านักวิเคราะห์จะปรับเพิ่มการคาดการณ์ในเดือนพฤษภาคมแล้วก็ตาม

📌 อุตสาหกรรมเหล็กจีนต้องเผชิญกับภาวะตกต่ำในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ของจีน ซึ่งโดยปกติแล้วเป็นแหล่งอุปสงค์หลักของประเทศ ส่งผลให้ภาคส่วนนี้กลายเป็นเป้าหมายหลักของแคมเปญต่อต้านการผูกขาดของจีน ซึ่งได้เพิ่มกำลังผลิตขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ว่าโรงงานเหล็กจะเคยพยายามหลีกเลี่ยงข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตอย่างมีนัยสำคัญมาก่อน แต่ผู้กำหนดนโยบายก็มีความเร่งด่วนมากขึ้นในการควบคุมการแข่งขันที่มากเกินไปทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ

📌 จีนยังคงมีการพิจารณาแนวทางในการควบคุมกำลังการผลิตส่วนเกินเพิ่มขึ้นไปอีก แม้ว่าโรงงานต่างๆ อาจได้เปรียบกว่าคู่แข่งด้วยการลดกำลังการผลิตลงอย่างมากในเดือนมิถุนายน ซึ่งทำให้กำลังการผลิตในช่วงครึ่งปีแรกแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2563 ทำให้เกิดคำถามที่ยังไม่มีคำตอบว่ารัฐบาลจะต้องบังคับใช้มาตรการลดกำลังการผลิตเพิ่มเติมหรือไม่

📌 ในขณะเดียวกัน ความต้องการก็ปรับตัวดีขึ้น โดยการบริโภคเพิ่มขึ้น 4.3% ในช่วงครึ่งปีแรก นำโดยยานยนต์และเครื่องจักร ตามข้อมูลของ Bloomberg Intelligence แม้ว่าภาคการก่อสร้างจะยังคงเปราะบาง แต่การส่งออกกลับสามารถฝ่าฟันอุปสรรคทางการค้าและยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง BI กล่าว

📌 และแนวโน้มกำลังสดใสขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากความต้องการที่เพิ่มขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ของจีนในทิเบต UBS AG ระบุในรายงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ขณะนี้ผู้ผลิตเหล็กกล้ากว่า 60% มีกำไร เทียบกับเพียง 30% ในเดือนกรกฎาคม 2567 ถึงกระนั้น การเพิ่มขึ้นของต้นทุนวัตถุดิบ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการพุ่งสูงขึ้นของถ่านโค้ก อาจเป็นภัยคุกคามต่อความสามารถในการทำกำไรได้ในอนาคต

24/07/2025

📌 จีนเปิดตัวโครงการเขื่อนยักษ์แห่งใหม่ โครงการไฟฟ้าพลังน้ำแห่งใหม่บนแม่น้ำยาร์ลุงจางปัวในทิเบตเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา คาดว่ามูลค่าการลงทุนของโครงการจะสูงถึง 1.2 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 167 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ) และประกอบด้วยเขื่อน 5 แห่ง เมื่อโครงการแล้วเสร็จ โครงการไฟฟ้าพลังน้ำขนาดมหึมานี้จะมีขนาดใหญ่กว่าเขื่อนสามผาของจีนถึงสามเท่า และจะกลายเป็นเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลกแทนที่เขื่อนเดิม

📌 เขื่อนจะมีขนาดใหญ่กว่าเขื่อนสามผาถึงสามเท่ากว่าเขื่อนสามผาใช้เหล็กในการสร้างไปแล้วเกือบ 500,000 ตันสำหรับการก่อสร้างเขื่อนกั้นน้ำ ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าการก่อสร้างเขื่อนแห่งใหม่นี้จะต้องใช้เหล็กมากกว่า 1,000,000 ตัน โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการดำเนินงานเขื่อนขนาดใหญ่เช่นนี้น่าจะช่วยกระตุ้นความต้องการใช้เหล็กให้เพิ่มมากขึ้น

📌 สำหรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นของจีน พลังงานไฟฟ้าสีเขียวจากพลังงานน้ำถือเป็นอีกก้าวหนึ่งในการควบคุมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระยะยาว

📌 ราคาแร่เหล็กกำลังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นรายเดือนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมกราคม เนื่องจากปักกิ่งยังคงพยายามอย่างต่อเนื่องเพื่อควบคุมการแข่งขันที่มากเกินไปและกำลังการผลิตส่วนเกินในอุตสาหกรรมเหล็ก ซึ่งกระตุ้นการคาดการณ์ว่าอาจส่งผลดีต่อกำไรของโรงงานและยกระดับราคาวัตถุดิบ โครงการเขื่อนใหม่นี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ผลิตเหล็กที่กำลังเผชิญกับวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อ และ มีโอกาศที่ราคาแร่เหล็กปรับตัวสูงขึ้นอีกหลังจีนจากประกาศโครงการเขื่อนยักษ์แห่งใหม่ ซึ่งในบางกรณีมีนัยสำคัญ ปฏิกิริยาเบื้องต้นต่อการประกาศสร้างเขื่อนใหม่สามารถสังเกตได้แล้วในตลาดแร่เหล็ก ราคาแร่เหล็กพุ่งสูงขึ้นกว่า 3.5% ในวันอังคารที่ผ่านมา

📌 จีนต้องการบริโภคเหล็กภายในประเทศมากขี้น ซึ่งจีนกำลังผลักดันกำลังการผลิตเหล็กส่วนเกินออกสู่ตลาดโลกอย่างไม่สามารถควบคุมได้ จีนเองก็ต้องทำให้มั่นใจว่าเหล็กจะถูกนำไปใช้ภายในประเทศอีกครั้ง เรื่องนี้ยังสะท้อนให้เห็นได้จากประกาศของสมาคมเหล็กและเหล็กกล้าจีน ซึ่งเพิ่งประกาศใช้มาตรการที่เข้มงวดขึ้นเพื่อควบคุมกำลังการผลิตส่วนเกิน และขอให้รัฐบาลจีนจำกัดการส่งออกเหล็กแผ่น

📌 นอกจากนี้สมาคมเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศจีน แถลงเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า ได้จัดการประชุมกับผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่และหัวหน้าฝ่ายเหล็กประจำกระทรวงอุตสาหกรรม โดยผู้เข้าร่วมการประชุมให้คำมั่นว่าจะยกระดับความพยายามในการควบคุมภาวะการแข่งขันสูง (involution) ซึ่งเป็นภาวะการแข่งขันที่รุนแรงและส่งผลกระทบต่อผลตอบแทน จีนจะศึกษาการจัดตั้งระบบใหม่เพื่อควบคุมปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

18/07/2025

ที่อยู่

434 หมู่ 1 ถนนเพชรเกษม ตำบลไร่ส้ม อำเภอเมือง
Phetchaburi
76000

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 17:00
อังคาร 08:00 - 17:00
พุธ 08:00 - 17:00
พฤหัสบดี 08:00 - 17:00
ศุกร์ 08:00 - 17:00
เสาร์ 08:00 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เพชรบุรีโลหะกิจผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง เพชรบุรีโลหะกิจ:

แชร์