เพชรบุรีโลหะกิจ

เพชรบุรีโลหะกิจ จำหน่ายเหล็กทุกชนิด น็อต สกรู เครื่องมือช่าง
ออกซิเจน อาร์กอน อะเซทิลีน

14/08/2026

📌 จับตา กมอ. เปิดประชาพิจารณ์ ทบทวนมาตรฐานเหล็ก 17 ส.ค.นี้ ประกอบการจัดทำร่าง มอก. เหล็กใหม่ ยกระดับความปลอดภัยตั้งแต่ต้นทาง คุมเข้มเตา IF

📌 รายงานข่าวแจ้งว่า ในวันที่ 17 ส.ค.นี้ ต้องจับตาการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นร่างมาตรฐานเหล็กฉบับใหม่ เดินหน้ายกระดับคุณภาพและความปลอดภัยวัสดุก่อสร้าง หลังคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) มีมติทบทวนมาตรฐานเหล็ก โดยเฉพาะเหล็กข้ออ้อยที่ใช้ในงานโครงสร้างอาคาร ขณะที่การใช้เตาหลอม Induction Furnace (IF) ถูกจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านการควบคุมคุณภาพเหล็ก

📌 ทั้งนี้ ภายหลังจากเมื่อวันที่ 23 มิ.ย.และ 21 ก.ค.2569 ที่ผ่านมา คณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มีมติเห็นชอบให้ทบทวนร่างมาตรฐาน มอก. 24-25xx ตามข้อสังเกตของคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม โดยให้ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ดำเนินการปรับปรุงร่างมาตรฐานและเปิดรับฟังความคิดเห็นตามขั้นตอน ก่อนนำข้อมูลไปประกอบการพิจารณามาตรฐานฉบับใหม่

📌 หัวใจสำคัญของการทบทวนครั้งนี้ คือการยกระดับมาตรฐานเหล็กให้สามารถควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเหล็กข้ออ้อยที่นำไปใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญของเสาและคาน ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงแข็งแรงของอาคาร

📌 สำหรับเตาหลอม Induction Furnace มีข้อจำกัดสำคัญตรงกระบวนการหลอมที่นำวัตถุดิบหลายประเภทมาหลอมรวมกัน ทำให้การควบคุมส่วนผสมและกำจัดสารมลทินทำได้ยาก หากควบคุมกระบวนการไม่ดี อาจส่งผลให้คุณสมบัติของเหล็กไม่เป็นไปตามที่กำหนด และกระทบต่อความแข็งแรงและความปลอดภัยเมื่อนำไปใช้ในโครงสร้างอาคาร

📌 ข้อมูลจากการสุ่มตรวจที่ผ่านมา ยังพบว่าเหล็กที่ผลิตจากเตาหลอม IF มีโอกาสไม่ผ่านมาตรฐานสูงกว่าเตาหลอมประเภทอื่น สะท้อนถึงความจำเป็นในการควบคุมกระบวนการผลิตและคุณภาพเหล็กอย่างเข้มงวดตั้งแต่ต้นทาง

📌 ด้านนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ระบุว่า เมื่อเทคโนโลยีการผลิตมีข้อจำกัด ประกอบกับศักยภาพการตรวจสอบที่ยังไม่เพียงพอ ยิ่งจำเป็นต้องยกระดับมาตรฐานเพื่อป้องกันความเสี่ยง โดยกระทรวงอุตสาหกรรมมีกองตรวจมาตรฐานเหล็กเพียง 5 คน ทำให้การตรวจสอบโรงงานจำนวนมากให้ครอบคลุมทั่วถึงเป็นข้อจำกัดสำคัญ

📌 ดังนั้น การปรับมาตรฐานครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการกำหนดเกณฑ์ทางอุตสาหกรรม แต่เป็นการสร้างหลักประกันด้านความปลอดภัยให้กับประชาชน โดยเฉพาะเหล็กที่ถูกนำไปใช้กับโครงสร้างอาคาร ซึ่งความผิดพลาดด้านคุณภาพอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินในวงกว้าง

📌 อย่างไรก็ตาม วันที่ 17 ส.ค.เป็นขั้นตอนการเปิดรับฟังความคิดเห็น ยังไม่ใช่วันที่มาตรฐานใหม่มีผลบังคับใช้ โดย สมอ.จะรวบรวมข้อคิดเห็นและจัดทำรายงานผลการรับฟังความคิดเห็น รวมถึงการประเมินผลกระทบของกฎเกณฑ์ (RIA) ก่อนเสนอคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และเข้าสู่กระบวนการออกกฎกระทรวงและประกาศราชกิจจานุเบกษาตามขั้นตอน

02/07/2026

📌 วงการเหล็กระอุ ผู้ผลิตเตา IF เตรียมเคลื่อนไหวค้านแนวคิดกมอ.ยกเลิกใช้เตาเหนี่ยวนำไฟฟ้านายกสมาคมผู้ประกอบการหล่อหลอมโลหะระบุหลังมีข่าวสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมแล้วไม่ต่ำกว่าหมื่นล้าน

📌 คณะกรรมการพิจารณาเรื่องมาตรฐานสินค้า (กมอ.) เตรียมพิจารณาปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์เหล็กเส้น โดยมีข้อเสนอให้จำกัดการใช้เหล็กข้ออ้อยที่ผลิตจากเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า (Induction Furnace : IF) ในงานโครงสร้างหลัก และให้ผลิตได้เฉพาะเหล็กเส้นกลมสำหรับงานพื้น ขณะที่ผู้ประกอบการกลุ่มเตา IF ที่มีอยู่จำนวนไม่น้อยในประเทศไทย เตรียมออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน

📌 ปัจจุบันการผลิตเหล็กเส้นยังอยู่ภายใต้มาตรฐาน มอก. 2559 ซึ่งเปิดให้ทั้งเตา IF เตา Electric Arc Furnace (EF) และเตา Basic Oxygen Furnace (BOF) ผลิตเหล็กเส้นข้ออ้อยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ดังนั้นข้อเสนอจำกัดการใช้เตา IF ยังไม่มีผลบังคับใช้ แต่กระแสข่าวที่เผยแพร่ออกไปได้สร้างความสับสนให้ผู้บริโภค จนเกิดความเข้าใจว่าเหล็กจากเตา IF ไม่มีมาตรฐาน

📌 จากข้อมูลการวิเคราะห์ของหลายสถาบัน สาเหตุหลักของเหตุอาคาร สตง. ถล่ม เกิดจากปัญหาด้านการออกแบบปล่องลิฟต์และการบริหารงานก่อสร้าง ไม่ใช่คุณภาพของเหล็กเส้น พร้อมระบุว่า การนำเหล็กที่ผ่านการรับแรงจากเหตุโครงสร้างถล่มมาทดสอบภายหลัง อาจทำให้ผลการตรวจสอบคลาดเคลื่อนได้ ทั้งนี้ ความแข็งแรงของเหล็กไม่ได้ขึ้นอยู่กับประเภทของเตาหลอมเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับกระบวนการรีดและการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย หากกระบวนการผลิตไม่ได้มาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นเตา IF หรือ EF ก็สามารถผลิตเหล็กที่ไม่ผ่านมาตรฐานได้เช่นกัน

📌 นายอมร กล่าวต่อไปว่า เตา IF มีลักษณะคล้ายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ใช้พลังงานมีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำกว่า ขณะที่เตา EF เปรียบเสมือนรถยนต์ดีเซลที่มีต้นทุนสูงกว่า พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากมีการผลักดันให้ยกเลิกเตา IF ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนการผลิตในตลาดประมาณ 70% ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการจำนวนมาก และตั้งคำถามว่า หากมีนโยบายยกเลิกจริง จะมีมาตรการชดเชยผู้ประกอบการที่ลงทุนภายใต้กฎหมายหรือไม่ โดยยกตัวอย่างประเทศจีนที่มีมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการเมื่อมีการยกเลิกเตาหลอมบางประเภท

📌 ด้าน ดร.ศักดิ์ชัย ธนบดีจิรพงศ์ นายกสมาคมผู้ประกอบการหล่อหลอมโลหะด้วยเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า กล่าวว่า การกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการวิชาการก่อนเข้าสู่ที่ประชุม กมอ. และที่ผ่านมาอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องยังมีความเห็นให้เตา IF สามารถอยู่ในระบบได้ อย่างไรก็ตาม ภายหลังเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ กมอ. ได้มีความเห็นเพิ่มเติมจาก 10 สมาคมผู้ประกอบการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตที่ใช้เตา EF กลุ่มดังกล่าวเป็นคู่แข่งทางธุรกิจโดยตรง จึงตั้งข้อสังเกตว่าการผลักดันให้ยกเลิกเตา IF อาจมีแรงจูงใจทางการแข่งขันทางการค้ามากกว่าประเด็นด้านมาตรฐานสินค้า

📌 ดร.ศักดิ์ชัย ยังโต้แย้งข้อกล่าวหาว่าเตา IF ไม่สามารถกำจัดสารมลทินในเหล็กได้ โดยยืนยันว่าเทคโนโลยีการผลิตในปัจจุบันสามารถควบคุมคุณภาพได้ และเหล็กทุกชนิดที่ออกสู่ตลาดต้องผ่านมาตรฐาน มอก. เช่นเดียวกัน กระแสข่าวที่เกิดขึ้นส่งผลให้ผู้ค้าหลายรายชะลอการสั่งซื้อ จนสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมแล้วไม่ต่ำกว่าหมื่นล้านบาท สมาคมจึงเตรียมยื่นหนังสือคัดค้านหากที่ประชุม กมอ. มีมติที่เห็นว่าไม่เป็นไปตามหลักกฎหมาย รวมทั้งพิจารณาดำเนินการเรียกค่าเสียหายจากผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยระบุว่าอุตสาหกรรมเหล็กมีมูลค่าการลงทุนหลายหมื่นล้านบาท มียอดขายรวมหลักแสนล้านบาทต่อปี และมีแรงงานจำนวนมากที่อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายดังกล่าว

21/05/2026

📌 4 ข่าวเหล็กร้อนทั่วโลกในเดือนพฤษภา

👉 1. ราคาแร่เหล็กปรับตัวลดลงต่อเนื่อง เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความต้องการเหล็กในจีนที่แย่ลงมากขึ้น

ราคาแร่เหล็กยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความต้องการเหล็กที่อ่อนแอในจีนส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาด ผู้ค้ายังคงระมัดระวัง เนื่องจากผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดของโลกกำลังเผชิญกับกิจกรรมการก่อสร้างที่ชะลอตัว ความสนใจในการซื้อจากโรงงานเหล็กที่ลดลง และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการบริโภคเหล็กในระยะสั้น

การลดลงสะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นในตลาดวัตถุดิบสำหรับการผลิตเหล็ก โดยความต้องการแร่เหล็กมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับผลผลิตเหล็กและกิจกรรมด้านโครงสร้างพื้นฐานของจีน ผู้เข้าร่วมตลาดกำลังจับตาดูอัตรากำไรของโรงงานเหล็ก ระดับการผลิต และสัญญาณนโยบายจากปักกิ่งเพื่อหาทิศทางที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

👉 2. จีนลดการผลิตเหล็กลง 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน

จีนลดการผลิตเหล็กลง 4.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เหลือ 331.12 ล้านตัน ในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน ตามข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (NBS) เฉพาะในเดือนเมษายน อุตสาหกรรมโลหะของจีนผลิตเหล็กได้ 83.63 ล้านตัน ซึ่งลดลง 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2025

ตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา ประเทศจีนลดการผลิตเหล็กดิบลง 3.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เหลือ 282.28 ล้านตัน และเหล็กรีดลดลง 1.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เหลือ 471.94 ล้านตัน ในเดือนเมษายน ผลผลิตเหล็กดิบของจีนอยู่ที่ 70.69 ล้านตัน (ลดลง 3.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า) การผลิตเหล็กรีดในช่วงเวลาดังกล่าวลดลง 1.7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เหลือ 122.63 ล้านตัน

👉 3. สหภาพยุโรปได้ลดโควตานำเข้าเหล็กอย่างจึงจัง

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยุโรปอนุมัติมาตรการทางการค้าใหม่ที่มุ่งปกป้องตลาดเหล็กของสหภาพยุโรปจากผลกระทบของอุปทานล้นตลาดโลก ระเบียบนี้จัดทำขึ้นเนื่องจากมาตรการคุ้มครองปัจจุบันจะหมดอายุในวันที่ 30 มิถุนายน 2026 และคาดว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2026

ภายใต้ระเบียบใหม่ ปริมาณการนำเข้าเหล็กปลอดภาษีจะถูกจำกัดไว้ที่ 18.3 ล้านตันต่อปี ซึ่งลดลง 47% เมื่อเทียบกับระดับโควตาในปี 2024 อัตราภาษีศุลกากรที่จะใช้ในกรณีที่เกินโควตาจะเพิ่มขึ้นจาก 25% เป็น 50% นอกจากนี้ จะมีการเรียกเก็บภาษี 50% สำหรับผลิตภัณฑ์เหล็กที่อยู่นอกขอบเขตโควตาด้วย

👉 4. สหภาพยุโรปเพิ่มมาตรการคุ้มครองในข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ เกี่ยวกับภาษีเหล็ก

สหภาพยุโรปได้บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นในการดำเนินการตามข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่มุ่งเป้าไปที่การหลีกเลี่ยงการขึ้นภาษีจากสหรัฐฯ และลดความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการค้าอะลูมิเนียมและเหล็กกล้า

ข้อตกลงนี้รวมถึงมาตรการคุ้มครองที่จะอนุญาตให้คณะกรรมาธิการยุโรปสามารถระงับภาษีได้หากการนำเข้าจากสหรัฐฯ ส่งผลเสียต่ออุตสาหกรรมของยุโรป นอกจากนี้ยังอนุญาตให้บรัสเซลส์ระงับสิทธิพิเศษทางภาษีได้หากวอชิงตันยังคงใช้ภาษีสูงกว่า 15 เปอร์เซ็นต์กับผลิตภัณฑ์เหล็กและอะลูมิเนียมของสหภาพยุโรปต่อไปหลังจากสิ้นปี 2026

ผลิตภัณฑ์เหล็กยังคงเป็นหนึ่งในประเด็นที่มีการถกเถียงกันมากที่สุดในระหว่างการเจรจา โดยภาษีบางรายการของสหรัฐฯ ยังคงสูงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ แม้จะมีเพดานภาษี 15 เปอร์เซ็นต์ที่ตกลงกันไว้ภายใต้ข้อตกลงการค้าเทิร์นเบอร์รีที่ลงนามเมื่อปีที่แล้วก็ตาม

01/05/2026

📌 เปิด 3 เหตุผลอาจกระทบราคาเหล็กไทยให้เตรียมปรับตัวขึ้นต่อ

📌 1. ต้นทุนพลังงานกระทบรง.เหล็ก

👉 อุตสาหกรรมเหล็กบางประเภทโดยเฉพาะโรงงานที่ใช้น้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิงได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะพลังงานเป็นต้นทุนสำคัญในการผลิต ตัวอย่างเช่น บางโรงงานใช้น้ำมันเตาปริมาณเกือบ 4 ล้านลิตร ดังนั้นหากราคาน้ำมันปรับขึ้นแรงก็ย่อมกระทบต่อต้นทุนผลิตทันที สุดท้ายจะเชื่อมโยงไปถึงราคาขายเหล็กให้กับผู้ใช้ปลายทาง โดยเฉพาะเหล็กที่ใช้ในภาคก่อสร้างและโครงสร้างต่าง ๆ ซึ่งตอนนี้เริ่มเห็นสัญญาณว่าต้นทุนกำลังจะขึ้นแล้ว

📌 ล่าสุดผู้ขายน้ำมันเตาแจ้งแล้วว่าราคาจะปรับขึ้นแน่นอน เพียงแต่จะขึ้นมาก-น้อยแค่ไหนยังต้องรอดูตามต้นทุนจริง เพราะสินค้าเหล็กเป็นสินค้าควบคุมภายใต้รายการของกระทรวงพาณิชย์ ผู้ผลิตไม่สามารถปรับขึ้นราคาได้ตามใจ ต้องแสดงโครงสร้างต้นทุนอย่างชัดเจนว่าเหตุใดจึงขอปรับราคา

📌 2. ผู้ค้าเหล็กชาวจีนชะลอหรือยกเลิกการจัดส่งสินค้าเหล็กมาไทย

👉 ผู้ส่งออกเหล็กของจีนบางรายได้หยุดส่งสินค้าให้กับลูกค้าในการขนส่งไปยังอาเซียน เนื่องจากทางการจีนได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบใบอนุญาตส่งออกเหล็กกว่า 300 รายการ ซึ่งครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานเหล็กทั้งหมด ตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงสินค้าสำเร็จรูป เพื่อควบคุมสินค้าเหล็ก Non-Vat มีผลกระทบอย่างมากกับโรงงานขนาดใหญ่ในจีน ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 ส่งผลให้ผู้ซื้อต้องรอสินค้าหรือเผชิญกับความเป็นไปได้ที่จะถูกชะลอหรือยกเลิกคำสั่งซื้อ

👉 ล่าสุดมีข่าวลือ ถึงเหล็กเคลือบโลหะผสมสังกะสี-อะลูมิเนียม-แมกนีเซียม (ZAM) กว่า 35,000-40,000 ตัน ที่กำลังส่งจากจีนมาถึงไทยสำหรับ shipment เดือนพฤษภาคม ได้ถูกผู้ค้าเหล็กชาวจีนชะลอการส่ง ถึงเลวร้ายสุดถูกยกเลิก Shipment เนื่องจากความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นกับอิหร่าน ทำให้ต้นทุนการผลิตและการส่งออกปรับตัวสูงขึ้น เฉลี่ย $30-$40 ต่อตัน ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดภาวะเหล็กขาดตลาดในไทยมากยิ่งขึ้น

📌 3. ค่าขนส่งขึ้นเหล็กก็ต้องขึ้นราคา

👉 ถ้าราคาน้ำมันขยับขึ้นมากหากคิดเป็นต้นทุนต่อกิโลกรัมก็อาจเพิ่มเกิน 1 บาทต่อกิโลกรัมได้ เพราะเดิมราคาน้ำมันเตาอยู่เพียงราว 7 บาทเศษต่อลิตร แต่หากขึ้นไปถึง 24-25 บาทต่อลิตรเท่ากับเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า ผลกระทบถือว่าหนักมากสำหรับผู้ผลิต ซึ่งตอนนี้ได้รับสัญญาณว่าจะเริ่มปรับขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป เพราะการซื้อขายจะอิงเป็นรายเดือน

👉 ตอนนี้ผู้ประกอบการยังรอดูว่าราคาจะออกมาเท่าไร ซึ่งถือเป็นต้นทุนใหม่ที่จะเริ่มกดดันภาคการผลิตอย่างจริงจัง ขณะนี้ยังไม่มีการฉวยโอกาสขึ้นราคา เพราะต้นทุนเดิมของเดือนมีนาคมยังพอรับได้ แต่หากภาครัฐมีการปรับนโยบายด้านพลังงาน โดยเฉพาะการสิ้นสุดมาตรการช่วยเหลือราคาดีเซล ก็จะไปกระทบค่าขนส่งทันที ตั้งแต่การขนจากโรงงานไปยังผู้ค้า และจากผู้ค้าไปยังผู้บริโภค ส่วนต้นทุนการผลิตจากพลังงานก็จะทยอยตามมา

📌 เมื่อราคาเหล็กมีการขึ้นราคากลุ่มที่ใช้ในงานก่อสร้าง เช่น เสาเหล็ก เหล็กโครงสร้าง และเหล็กเส้น ล้วนมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันคล้ายกันทั้งหมด เพราะเมื่อค่าพลังงานและค่าขนส่งเพิ่มขึ้นต้นทุนก็จะเพิ่มทั้งระบบ โดยสต๊อกเดิมเชื่อว่าโรงงานส่วนใหญ่น่าจะยังมีวัตถุดิบและต้นทุนเดิมพอถึงสิ้นเดือนมีนาคม แต่ต้นทุนใหม่ที่รวมผลจากพลังงานน่าจะเริ่มเห็นชัดในเดือนเมษายนเป็นต้นไป

📌 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละโรงงานใช้เชื้อเพลิงต่างกัน บางแห่งใช้น้ำมันเตา บางแห่งใช้ก๊าซ มองผลกระทบระยะสั้นที่สุดในตอนนี้คือ เรื่องค่าขนส่ง หากรัฐยุติการตรึงราคาดีเซลเมื่อใดก็จะกระทบพร้อมกันหมด แต่ในเชิงการผลิตต้นทุนพลังงานจะเริ่มสะท้อนหนักขึ้นในเดือนเมษายน

04/04/2026

📌 จับตา ผู้ประกอบการเหล็กจำเป็นต้องปรับราคาสินค้าสำหรับเหล็กทุกประเภทในระยะแรกในอัตราที่ 10-15% ในเดือนเม.ย.นี้ คาดเริ่มหลังสงกรานต์

📌 แม้อุตสาหกรรมเหล็กได้พยายามบริหารจัดการเรื่องของต้นทุนจากทุกอย่าง เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้บริโภค แต่ยอมรับว่าเหตุการณ์ของสงครามตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อและยังดูทีท่าว่าจะไม่จบลงในเร็ววัน และจะปรับขึ้นอีกครั้งในระยะถัดไปอีกครั้งหนึ่ง แต่จะในอัตราเท่าไรนั้น ยังคงต้องรอประเมินต้นทุนที่ว่าจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าไร

📌 สำหรับอุตสาหกรรมเหล็กนั้น ไทยไม่ใช่อุตสาหกรรมต้นน้ำไม่ได้มีแร่เหล็กในประเทศ ดังนั้นการผลิตเหล็กจึงต้องนำเข้าเศษเหล็กมาจากต่างประเทศ เพื่อนำมาหลอมและขึ้นรูป ในปลายทางคือการได้ทั้งเหล็กเส้น เหล็กลวด เหล็กแผ่น เหล็กโครงสร้าง

📌 และเหล็กประเภทอื่นๆ ที่ใช้ทั้งในอุตสาหกรรมก่อสร้างและอุตสาหกรรมยานยนต์สำหรับเหล็กที่เป็นเกรดพิเศษ เมื่อต้องนำเข้าเหล็กต้นทุนที่เพิ่มขึ้นลำกับแรกคือค่าขนส่งจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น

📌 นายนาวา นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมเหล็กโดน 4 เด้ง เด้งแรกคือราคาค่าขนส่งขึ้น เด้งที่ 2 ราคาพลังงานมันเป็นผลพวงที่ทำให้ค่าขนส่งขึ้น แต่ก็ต้องใช้น้ำมันเพื่อใช้ในกระบวนการผลิตเหล็กอยู่ดี แม้ว่าโรงงานเหล็กส่วนใหญ่จะใช้น้ำมันเตามันไม่แพงเหมือนใช้พวกน้ำมันดีเซลแต่มันก็มีแนวโน้มจะขยับขึ้น

📌 เด้งที่ 3 ค่าระวางเรือปรับขึ้นสูงมาก และเด้งที่ 4 คือค่าไฟฟ้าที่กำลังจะปรับขึ้น จึงต้องปรับราคาเป็น 2 ระลอก ระลอกแรกคือ 10-15% นี้ก่อนภายในดือนเม.ย. นี้แน่นอน ส่วนในเดือนพ.ค.ก็ต้องกลับมาดูกันอีกทีว่าต้นทุนขึ้นไปอีกเท่าไร หรือจะอั้นการปรับขึ้นไว้ก่อนในระลอก 2 ต้องอยู่ที่สถานการณ์ในอนานคต เพราะดูแล้วว่าสงครามมันไม่หยุดง่ายๆ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศศึกทุกวันของแพงขึ้น ทุกอย่างแพงขึ้น เราก็เหนื่อยกันมาก

📌 ส่วนประเด็นการลดจำนวนคนในโรงงาน อาจยังไม่เกิดขึ้นในตอนนี้ เนื่องจากยังคงมีโครงการก่อสร้างจากภาครัฐที่ได้ทยอยเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปริมาณการใช้เหล็กในประเทศยังสามารถไปต่อได้ แม้จะยังมีการบริโภคเหล็กเกิดขึ้น แต่อุตสาหกรรมเหล็กยังคงต้องการให้ภาครัฐมีมาตรการออกมาช่วยสนับสนุนและควบคุมดูแล เช่นการถูกทุ่มตลาด การสนับสนุนเรื่องการใช้เหล็กโลคอล คอนเมนท์ ด้วยโครงการเมด อิน ไทยแลนด์ ของ ส.อ.ท. ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นเพื่อให้เหล็กไทยมีแต้มต่อ

03/03/2026

🚨 จับตา!!! ผู้ผลิตเหล็กและแปรรูปเหล็กในไทยเตรียมเผชิญภาวะ “ของขาดตลาด” ‼️

📌 หลังสถานการณ์การสู้รบในแถบตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้ทั่วโลกต่างจับตา “ช่องแคบฮอร์มุซ” จุดยุทธศาสตร์สำคัญด้านพลังงานและการขนส่งของโลก

📌 ช่องแคบฮอร์มุซเป็นทางออกแคบ ๆ จากอ่าวเปอร์เซียสู่ทะเลเปิด แม้เส้นทางเดินเรือจะกว้างเพียงประมาณ 2 ไมล์ แต่ถือเป็นคอขวดของระบบพลังงานโลก เนื่องจากเรือที่ผ่านจุดนี้ขนส่งน้ำมันราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 1 ใน 5 ของปริมาณน้ำมันโลก

📌 นอกจากพลังงานแล้วตะวันออกกลางยังเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมเหล็กโลก โดยเฉพาะเหล็กต้นน้ำ เช่น Slab และ Billet ที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเหล็กรีดร้อน (HRC) และผลิตภัณฑ์เหล็กต่อเนื่องอีกจำนวนมาก

📌 หากเกิดการปิดช่องแคบฮอร์มุซ แม้จะยังไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่

👉 ห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบสะดุดทันที
เนื่องจาก Slab เป็นวัตถุดิบต้นน้ำหลักของการรีด HRC การหยุดชะงักของการขนส่งอาจกระทบต่อการผลิตในประเทศอย่างรวดเร็ว

👉 ระยะเวลาขนส่งยืดออก
การต้องอ้อมเส้นทางอื่นจะส่งผลให้ค่าระวางเรือและค่าประกันภัยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

👉 ความเสี่ยงต่อกำลังการผลิต
ผู้ผลิตที่มีสต็อกวัตถุดิบต่ำอาจต้องลดหรือหยุดการผลิตชั่วคราว กระทบต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น
ท่อเหล็ก เหล็กโครงสร้าง

👉 ราคาภายในประเทศผันผวน
ความกังวลด้านอุปทานอาจทำให้ราคาปรับตัวรุนแรงในระยะสั้น

นอกจากนี้ หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกินระยะเวลายาวนาน การส่งออกน้ำมันจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียอาจหยุดชะงักทันที ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น กดดันเงินเฟ้อ และกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง

28/01/2026

📌 อุตสาหกรรมเหล็กญี่ปุ่นเผชิญ ‘จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ’ เมื่อการผลิตเหล็กดิบปี 2025 ‘ร่วงลงต่ำสุดในรอบกว่า 50 ปี’ ท่ามกลางแรงกดดันจากเหล็กราคาถูกจีน การกีดกันทางการค้า และอุปสงค์ที่ชะลอตัวทั้งในและนอกประเทศ จนญี่ปุ่นเสี่ยงหลุดจากผู้นำอุตสาหกรรมเหล็กโลก

📌 เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า การผลิตเหล็กดิบของญี่ปุ่นในปี 2025 ลดลงแตะระดับ “ต่ำสุดในรอบกว่า 50 ปี” นับตั้งแต่ปี 1969 จากการทะลักเข้ามาของเหล็กราคาถูกจากจีน หลังปริมาณการผลิตหดตัวลง 4% เหลือ 80.67 ล้านตัน ตามข้อมูลที่สหพันธ์เหล็กและเหล็กกล้าแห่งญี่ปุ่น เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดี

📌 สมาคมเหล็กโลก (World Steel Association) ระบุว่า ในช่วงเดือนมกราคม–พฤศจิกายน 2025 สหรัฐได้ขึ้นแซงหน้าญี่ปุ่นในด้านการผลิตเหล็กดิบแล้ว และเมื่อรวมตัวเลขทั้งปี ญี่ปุ่นมีแนวโน้มจะ “ร่วงลงไปอยู่อันดับ 4” รองจากจีน อินเดีย และสหรัฐ ซึ่งจะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1999 ที่สหรัฐมีปริมาณการผลิตเหล็กสูงกว่าญี่ปุ่น

📌 ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นได้รับผลกระทบจากมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด ที่ทำให้การส่งออกเหล็กไปยังตลาดอย่างเกาหลีใต้และสหภาพยุโรปถูกปิดกั้น แม้ญี่ปุ่นจะส่งออกผลิตภัณฑ์เหล็กราว 40% ของกำลังการผลิตทั้งหมด แต่สถิติการค้าเบื้องต้นชี้ว่า ปริมาณการส่งออกในปี 2025 ลดลง 4.2% เหลือ 30.08 ล้านตัน ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่สอง

📌 ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ได้เร่งควบรวมและปรับโครงสร้างโรงงานผลิต เพื่อตอบรับกับสถานการณ์ดังกล่าว นิปปอนสตีลเริ่มการปรับโครงสร้างตั้งแต่ราวปี 2020 โดยลดจำนวนเตาหลอมเหล็กจาก 15 เตา เหลือ 10 เตา ขณะที่ JFE Holdings ระงับการเดินเครื่องเตาหลอมหนึ่งเตาในปี 2023 และมีแผนจะหยุดการดำเนินงานของเตาอีกหนึ่งเตาในปีงบประมาณ 2027

📌 ในปี 2025 นิปปอนสตีลเข้าซื้อกิจการ U.S. Steel และวางแผนให้ตลาดสหรัฐ เป็นเสาหลักของการเติบโตในอนาคต นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงงานเหล็กแห่งใหม่ในอินเดีย เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการผลิตเหล็กดิบ 100 ล้านตันต่อปีภายใน 10 ปี ด้วยการขยายกำลังการผลิตนอกประเทศญี่ปุ่น โดยในปี 2024 บริษัทผลิตเหล็กได้ 58 ล้านตัน รวมกำลังการผลิตของ U.S. Steel แล้ว

08/01/2026

📌 ราคาแร่เหล็กพุ่งเช้านี้ ขานรับจีนส่งสัญญาณกระตุ้นเศรษฐกิจ-หั่นดอกเบี้ย

👉 ราคาแร่เหล็กปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่ 4 ในวันนี้ (8 ม.ค.) หลังจากธนาคารกลางจีน (PBOC) ให้คำมั่นว่าจะดำเนินนโยบายสนับสนุนเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งรวมถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ นอกจากนี้ ราคายังได้แรงหนุนจากการที่เทรดเดอร์เร่งเติมสต็อกแร่เหล็กก่อนช่วงเทศกาลวันหยุดในจีน

👉 ทั้งนี้ PBOC ได้ออกแถลงการณ์หลังการประชุมการทำงานประจำปีในวันอังคาร (6 ม.ค.) ซึ่งเป็นการสรุปภารกิจสำคัญที่จะดำเนินการสำหรับปีนี้ โดยระบุว่า PBOC จะกำหนดให้การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างมีคุณภาพสูงและการฟื้นตัวอย่างเหมาะสมของเงินเฟ้อ เป็นเป้าหมายหลักของนโยบายการเงิน นอกจากนี้ PBOC จะยกระดับการสนับสนุนทางการเงินในด้านสำคัญต่าง ๆ เช่น การเพิ่มอุปสงค์ภายในประเทศ การพัฒนานวัตกรรมทางเทคโนโลยี รวมถึงการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก และขนาดย่อม

👉 นักวิเคราะห์จากบริษัท CRU กล่าวว่า ราคาแร่เหล็กยังได้รับแรงหนุนจากการที่เทรดเดอร์เร่งเติมสต็อกแร่เหล็กก่อนเทศกาลตรุษจีน และเสริมว่า แม้อุปทานแร่เหล็กในปัจจุบันยังคงแข็งแกร่ง แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะอุปทานจะเผชิญภาวะชะงักงันในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าเนื่องจากสภาพอากาศตามฤดูกาล ซึ่งอาจเป็นปัจจัยหนุนราคาให้พุ่งขึ้นอีก

📌 “อินเดีย” ชี้ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ฮั้วราคา Tata-JSW-SAIL เสี่ยงโดนปรับมหาศาล

👉 หน่วยงานแข่งขันทางการค้า อินเดีย พบผู้ผลิต เหล็กกว่า 30 ราย รวมถึง Tata Steel, JSW Steel และ SAIL สมรู้ร่วมคิดกำหนดราคาขาขาย เหล็กต่อเนื่องหลายปี พร้อมชี้ผู้บริหารระดับสูงมีส่วนเกี่ยวข้อง วันที่ 6 มกราคม 2569 เวลา 15.43 น. สำนักข่าว รอยเตอร์รายงานว่า หน่วยงานกำกับดูแลการ แข่งขันทางการค้าของอินเดีย (Competition Commission of India: CCI) พบว่า ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของประเทศ รวมถึง Tata Steel, JSW Steel, บริษัทเหล็กของรัฐ SAIL และอีกอย่างน้อย 25 บริษัท ได้ละเมิดกฎหมายแข่งขันทางการค้าจากการสมรู้ร่วมคิดกำหนดราคาขายเหล็ก ซึ่งอาจทำให้บริษัทเหล่านี้และผู้บริหารต้องเผชิญบท
ลงโทษทางการเงินจำนวนมาก ตามเอกสารคำสั่งของ CCI ที่ยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ และถูกรายงานเป็นครั้งแรก

👉 เอกสารดังกล่าวระบุว่า CCI ยังได้ชี้ความผิดไปยังผู้บริหารระดับสูง 56 ราย รวมถึง ชัจจัน จินดาลกรรมการผู้จัดการมหาเศรษฐีของ JSW Steel, ที.วี. นเรนทรัน ซีอีโอของ Tata Steel และอดีตประธาน SAIL อีก 4 ราย โดยเห็นว่ามีส่วนร่วมในการสมรู้ร่วมคิดด้านราคาขายในช่วงเวลาต่างๆ ระหว่างปี 2558-2566 อย่างไรก็ดี JSW Steel ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น ขณะที่ Tata Steel, SAIL และผู้บริหารที่ถูกพาดพิง ยังไม่ได้ตอบคำถามจากสำนักข่าวรอยเตอร์ส และ CCI เองก็ยังไม่ให้ความเห็นเช่นกัน

📌 อียู ดีเดย์เก็บภาษีคาร์บอนเต็มรูปแบบ 1 ม.ค.2569 จุดเปลี่ยนกติกาอุตสาหกรรมเหล็กโลก

👉 เขย่าเหล็กไทยสะเทือน คาดกระทบ 2.8 หมื่นล้าน บาท นายบัณฑูรย์ จุ้ยเจริญ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรม เหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า มาตรการ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ของสหภาพ ยุโรป (EU) หรืออียู ที่เตรียมเก็บภาษีคาร์บอนเต็ม รูปแบบ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569 กำลังกลายเป็น ตัวแปรสำคัญที่เปลี่ยนโครงสร้างการแข่งขันของ อุตสาหกรรมเหล็กโลก

👉 โดยมาตรการดังกล่าว กำหนดให้ผู้นำเข้าสินค้าไป ยัง EU ต้องรายงานค่าจำเพาะของการปลดปล่อย คาร์บอนที่ฝังตัวอยู่ในสินค้าสำหรับสินค้าบางกลุ่ม ก่อนจะเข้าสู่ระยะจัดเก็บภาษีจริงในปี 2569 ซึ่งผู้นำเข้าจะต้องซื้อและส่งมอบ CBAM certificates ตามปริมาณการปลดปล่อยคาร์บอนที่ฝังตัวใน สินค้า โดยอ้างอิงราคาคาร์บอนในระบบ Emissions Trading System (EU ETS) กลายเป็นต้นทุนทางการค้าที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

👉 สำหรับระยะเริ่มต้น CBAM ครอบคลุม 6 กลุ่ม สินค้า ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า ปูนซีเมนต์ ปุ๋ย อะลูมิเนียม ไฟฟ้า และไฮโดรเจน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการปล่อยคาร์บอนสูงและมีความเสี่ยงต่อการเกิด Carbon Leakage ส่วนอุตสาหกรรมเหล็ก ครอบคลุมตั้งแต่เหล็กแผ่นรีดร้อน เหล็กแผ่นรีดเย็น เหล็กเส้น ท่อเหล็ก ไปจนถึงผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูป เช่น slab และ billet โดยใช้การระบุสินค้าตามพิกัดศุลกากร (CN codes) ของ EU และแนวทางเฉพาะภาคอุตสาหกรรมตามเอกสารกำกับของคณะกรรมาธิการยุโรป

ที่อยู่

434 หมู่ 1 ถนนเพชรเกษม ตำบลไร่ส้ม อำเภอเมือง
Phetchaburi
76000

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 17:00
อังคาร 08:00 - 17:00
พุธ 08:00 - 17:00
พฤหัสบดี 08:00 - 17:00
ศุกร์ 08:00 - 17:00
เสาร์ 08:00 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เพชรบุรีโลหะกิจผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง เพชรบุรีโลหะกิจ:

ทางลัด

แชร์